Category: Buddha, Zen and Wisdom

คบคนอย่างไร ก็เป็นคนอย่างนั้น

ถ้าเราคบกับคนชนิดไหน เราจะเป็นคนชนิดนั้น ยกตัวอย่างคนที่อ่อนแอ ถ้าเราไปคบกับคนที่ เข้มแข็งบ่อยๆ คลุกคลีกับเขาบ่อยๆ เราจะค่อยๆเข้มแข็งขึ้น คนไหนมีแต่ศรัทธาโง่งมงาย เจอพวกที่ชอบใช้ปัญญา คบกับเขานานๆ ก็ขยันใช้ปัญญาขึ้นมา คนฟุ้งซ่านน ไปคบกับคนที่เขาชอบนั่งสมาธิ คบใครด้วยก็มีแต่คนชอบนั่งสมาธิ อีกหน่อยก็นั่งสมาธิได้ เราคบคนอย่างไร เราก็จะคบคนอย่างไร เราก็จะเป็นคนอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เวลาที่เราเลือกคบคน เราก็เลือกดูว่า หากเราคบกับใครแล้ว เราเจริญขึ้นในธรรมะ เราก็คบคนนั้น เขาอาจจะจนก็ได้นะ อาจจะฐานะทางสังคมไม่ดีเลยก็ได้ แต่ถ้าเราอยู่ใกล้เขาแล้วคุณธรรม ความดีของเรางอกงามขึ้นมา เราก็ควรคบ กับคนชนิดนี้…

ทางออกของปัญหา

ทางออกของปัญหาอยู่ที่ทางเข้า ทางออกของความทุกข์ อยู่ที่สาเหตุการเกิดทุกข์ วิธีหยุดความวุ่นวาย ต้องทำใจให้สงบ วิธีหยุดความกังวล ต้องหยุดหารคิดมาก วิธีหยุดหารคิดมาก ต้องมีสติ รู้ทันความคิด วิธีหยุดความกลัว ต้องมีความกล้า วิธีหยุดความโกรธ ต้องฝึกให้ใจมีเมตตา มีสติ รู้ทันความโกรธที่กำลังเกิดขึ้น วิธีหยุดความอิจฉาริษยาผู้อื่น ต้องรู้จักชื่นชมยินดีเวลาผู้อื่นได้ดี ใจที่คิดร้าย คิดไม่ดี ย่อมมีแต่ทุกข์กังวล ใจที่คิดดี ปรารถนาดี ย่อมมีสุขเสมอ คำสอน : ญาณวโร ภิกขุ

ยิ่งเรียบง่าย ยิ่งใกล้ความสุข

เวลาเรา “ พูด ” ถึงคนอื่น ไม่ได้บ่งบอกว่า “ เขาเป็นคนยังไง ” แต่บ่งบอกว่า “ เราเป็นคนยังไง ” เวลาเรา “ วิจารณ์ ” คนอื่น ไม่ได้บ่งบอกว่า “ ผลงานเขาไม่ดีพอ ” แต่บ่งบอกว่า “ เราไม่มีอะไรทำมากพอ ” เวลาเรา “ ดูถูก ”…

ทาน ๕ ประการ

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า.. “บุคคลแม้ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง แต่ก็สามารถให้ทานกับผู้อื่นได้ด้วยหลัก ๕ ประการ” ๑.ใบหน้าเป็นทาน แบ่งปันให้รอยยิ้ม ให้ความสดใส รอยยิ้ม ช่วยทำให้คนเศร้า กลับมาเบิกบานสุขชื่นได้ ๒.วาจาเป็นทาน พูดด้วยความไพเราะเสนาะหูน่าฟัง สุภาพ พูดชื่นชมและปลอบประโลมผู้ท้อทุกข์ให้กลับมามีกำลังใจ ๓.จิตใจเป็นทาน คิดดี ปรารถนาดีต่อผู้อื่น กรุณาสงสารเมตตาหวังดีต่อผู้อื่น ๔. ดวงตาเป็นทาน มองผู้อื่นด้วยใจเป็นธรรม ไม่มองด้วยสายตาเหยียดหยาม มองเป็นเพื่อนร่วมโลก รักสุข เกลียดทุกข์ ปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ เช่นเดียวกับเรา ๕.กายเป็นทาน สละกำลังแรงกายในการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น…

ความดีอย่ากลัว ความชั่ว อย่าทำ

ถ้าท่านกลัวทุกข์ ก็อย่าทำกรรมชั่วทั้งในที่ลับที่แจ้ง ถ้าท่านจักทำ หรือทำอยู่ซึ่งกรรมชั่ว ถึงแม้จะเหาะหนีไป ก็ย่อมไม่พ้นจากความทุกข์ได้เลย สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้กรุงสาวัตถี สมัยนั้นเด็ก ๆ หลายคนจับปลาอยู่ ในระหว่างกรุงสาวัตถี กับเชตวนาราม ขณะนั้น เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอันตรวาสก (นุ่งผ้า ) แล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เข้าไปสู่กรุงสาวัตถีเพื่อบิณฑบาต พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นเด็ก ๆ หลายคนเหล่านั้น กำลังจับปลาอยู่ จึงเสด็จเข้าไปหา แล้วตรัสว่า…

บุญรักษา

“บุญรักษา” ทุกๆ ครั้ง…… ที่เรา “ ตัดสินใจ ” ทำอะไร, ลงไป เรา… ไม่รู้หรอกว่า… มันจะออกมาเป็น “ ผลดี, หรือผลเสีย ” ไม่มี, พรใดๆ จะศักดิ์สิทธิ์… เท่า “ หัวใจที่..แข็งแรง ” และ… การกระทำ ถ้า “ ทำดี ” มัน…ก็จะส่งผลดี…

จิตเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน

ทำไมเรารู้ว่า ควรปล่อยวาง…แต่ยังคิดมาก ทำไมเรารู้ว่า ควรนิ่ง ควรฟัง…แต่ยังพูด ทำไมเรารู้ว่า ควรหยุดฟุ่มเฟือย…แต่ไม่เคยทำได้ ทำไมเรารู้ว่า ไม่ควรนินทา…แต่ยังนินทา ทำไมเรารู้ว่า ไม่ควรขี้เกียจ…แต่ยังขี้เกียจ ทำไมเรารู้ว่า ไม่ควรเหงา…แต่ยังเหงา ทำไมเรารู้ว่า การเปรียบเทียบไม่ดี …แต่ยังเปรียบเทียบ ทำไมเราอ่านหนังสือฮาวทูไปแล้วร้อยเล่ม…แต่ยังทำตามไม่ได้ ทำไมเราสร้างแรงบันดาลใจได้แล้ว…แต่สามวันถัดไป จิตใจเราเริ่มเหี่ยว ทำไมเรารู้ทุกอย่าง แต่…เราทำอะไรไม่ได้สักอย่าง คำตอบคือ… “รู้” มีอยู่สองแบบ !! หนึ่ง: รู้ด้วยสมอง สอง: รู้ด้วยจิต การฟัง…

อย่าพูดทั้งรู้ว่าไม่จริง

ตอนโกหกเอาตัวรอดตอนพยายามแก้ตัวน้ำขุ่นๆตอนแกล้งพูดไม่รู้เรื่องเพื่อเอาชนะ เป็นต้นเหตุของ ‘จิตเพี้ยน’ ที่ชัดที่สุดกล่าวคือ คุณยังพอมีสติรู้ทั้งรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่ก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ใช้กำลังกาย กำลังสมองกดความรู้ตามจริงหลอกตัวเอง หลอกคนอื่นด้วยความหวังเฉพาะหน้าเมื่อไม่สนความจริงสนแต่สิ่งที่อยากได้ จะมีความเอาแต่ใจ เอาแต่อารมณ์ก่อตัวขึ้นทีละครั้ง ทีละหนแรงบ้าง แผ่วบ้าง ตามระดับความจงใจดัดแปลงความจริงเหตุผลและข้อเท็จจริงต่างๆแผ่วเลือนจากใจไปเรื่อยๆกระทั่งบางคนไปถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่รู้สึกเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยม่านหมอกไม่สามารถเห็นอะไรไกลเกินกำแพงอารมณ์คือ จะเห็นอะไรจริงได้ก็ต่อเมื่อความจริงนั้นสนองอารมณ์ตัวเองได้ โกหกหนึ่งครั้ง คือสร้างความบิดเบี้ยวให้กับจิตหนึ่งหน สังเกตดูก็ได้เวลาพูดปดแบบรู้ทั้งรู้ว่าเรื่องไม่จริง พูดเสร็จให้ดูเข้ามาในใจตัวเอง จะเห็นความฟุ้งซ่านจับไม่ติด หรือหากมีพื้นฐานเป็นผู้ทรงสติเป็นเยี่ยมอย่างน้อยที่สุด จะเห็นความเย็นชาของจิตมีความรู้สึกอยากเย้ยโลก และเห็นว่าการสร้างข้อมูลเท็จได้แนบเนียนคืออำนาจที่แท้จริงยิ่งความจริงถูกบิดเบือนให้เพี้ยนมากเท่าใดจิตวิญญาณของผู้บิดเบือนยิ่งเพี้ยนมากเท่านั้นพูดง่ายๆ ยิ่งโกหกบ่อยเท่ากับยิ่งออกแรงดัดจิตให้ผิดรูปดัดเอง เพี้ยนเอง แต่เมื่อใดความจริงตรงหน้าไม่อาจสมอารมณ์ ไม่อาจได้ดังใจภาพความจริงทั้งหมดจะเลือนหาย กลายเป็นสิ่งที่อยู่นอกกำแพงถูกกำแพงอารมณ์บดบังไม่ให้เห็นในทันทีเมื่อสมองเข้าโหมดการทำงานแบบเห็นเพี้ยนก็จะเป็นพวกพูดโพล่งตามอารมณ์หรือพูดอะไรแปลกๆ แบบที่คนอื่นงงว่าเมื่อกี๊พูดรู้เรื่องเหมือนคนปกติอยู่ดีๆทำไมตอนนี้พูดเพี้ยนแบบคนบ้าไปได้และไม่ใช่เพี้ยนแบบทีเล่นทีจริงแต่เพี้ยนแบบเอาจริง ทึกทักไปเองทั้งเพ เหลือเชื่อว่าคิดไปไกลได้ขนาดนั้น ซึ่งวาระนั้นแหละเป็นช่วงสาธิต…

“กรรมเก่าไม่มีใครลบล้างได้ กรรมดีในปัจจุบันจะช่วยเจ้าเอง”

จงจำไว้ลูกเอ๋ย … กรรมที่ทำด้วยเจตนาไม่ว่าดีหรือชั่ว ย่อมมีผลต่อผู้กระทำทั้งสิ้นไม่มีพรหมเทพองค์ใด จะช่วยเจ้าลบล้างกรรมนั้นได้ เจ้าจะต้องช่วยเหลือตนเอง ด้วยการสวดมนต์ ภาวนา แผ่เมตตา ผลแห่งบุญอันเป็นกรรมปัจจุบันจะช่วยเจ้าเอง “ “มนุษย์รู้จักอาบน้ำชำระร่างกายวันละหลายๆ ครั้งทุกวันเพื่อกำจัดเหงื่อไคลสิ่งสกปรกโสโครกที่ติดเกาะเรือนร่างตน แต่มนุษย์ไม่เคยที่จะคิดชำระล้างจิตใจให้สะอาดแม้เพียงหนึ่งนาที ด้วยเหตุนี้จิตใจของมนุษย์จึงมีแต่ ความโลภ โกรธ หลง อันเป็นตัณหาเพิ่มพูนตลอดเวลา ถ้ามนุษย์รู้จักการชำระล้างจิตใจ ด้วยการมีทาน ศีล ภาวนา ทุกๆ วัน ความโลภ โกรธ หลง ก็จะค่อยหมดไปเอง ……

ทำกิจอย่าลืมทำจิต

ชีวิตของคนเรามักมีเรื่องกระทบใจหรือมีการกระทบกระทั่งกันเนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนบ้านเรือนเคียง ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาในที่ทำงาน ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดความรุ่มร้อนในจิตใจ เปรียบไปไม่ต่างจากการเดินอยู่ในที่โล่งกว้าง แดดแรงกล้า แต่เราคงไม่อยากถูกแดดแผดเผาจนเกรียมใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไร ก็ต้องหาร่มมาบังแดดหรือไม่ก็หลบมาอยู่ใต้ร่มไม้ กายหายร้อนได้เพราะร่มเงา ส่วนใจนั้น จะหายร้อนได้ก็ต้องอาศัยร่มธรรม อาทิ สติ สมาธิ สัมปชัญญะ สิ่งเหล่านี้สามารถปกป้องใจจากอารมณ์ที่ร้อนแรงได้ ร่มไม้นั้นมีอยู่เป็นที่ๆ ถ้าอยู่ในเมืองก็หาร่มไม้ยากสักหน่อย จะพบได้ง่ายก็ต้องเข้าสวนหรือเข้าป่า ส่วนร่มธรรมแม้ว่าจะมองไม่เห็น แต่สามารถพบได้ในใจเรา เมื่อพบแล้วก็จะตามเราไปทุกที่ มีหลายคนที่ช่วยให้คนอื่นมีความสุข แต่ใจของตนกลับมีความทุกข์ เต็มไปด้วยความเครียด ความวิตกกังวล ความหนักอกหนักใจ เปรียบไปก็คล้ายๆ…

ปรัชญาจากมด

ปรัชญาที่ 1 มดไม่เคยละความพยายามหากมันมุ่งหน้าไปทางทิศใดแล้วเกิดอุปสรรค = ถูกปิดกั้นหนทาง มันจะพยายามหาทางเดินทางอื่นมันจะไต่ขึ้นไต่ลงไต่ไปรอบ ๆมันจะมองหาหนทางอื่นเสมอ ข้อคิด…จงอย่าละความพยายามในการหาหนทางไปสู่สิ่งที่หมายมาด ปรัชญาที่ 2 มดคิดถึงฤดูหนาวตลอดฤดูร้อน มันไม่เคยรักสบายจนคิดเพียงว่าคิมหันต์ฤดู จะคงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น มันจึงพยายามเก็บสะสมเสบียงไว้สำหรับเหมันต์ ตลอดฤดูคิมหันต์หรรษา ข้อคิด…จงตระหนักถึงความเป็นจริงและเตรียมรับกับเหตุการณ์ในอนาคต ปรัชญาที่ 3 มดคิดถึงฤดูร้อนตลอดฤดูหนาว ท่ามกลางความหนาวเหน็บแห่งเหมันห์ มันจะเตือนตัวเองว่า “ความลำบากจะอยู่เพียงไม่นาน แล้วเราก็จะพ้นจากสภาวะเช่นนี้” เมื่อวันที่แสงแห่งความอบอุ่นแรกสาดส่อง มันจะออกมาเริงร่า หากอากาศกลับกลายเป็นหนาวอีก มันจะเข้าไปในโพรงอีกครั้ง และออกมารับความอบอุ่น​ ในวันอากาศดีโดยทันใด…

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ

ทุกสิ่งบนโลก ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ทั้งสิ่งที่เรามองเห็น และสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ สิ่งที่สัมผัสได้ และสิ่งที่สัมผัสไม่ได้ ด้วยมือ ด้วยความรู้สึก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพบเจอล้วนมีประโยชน์ และมีคุณค่าในตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ปัญหา อุปสรรค ความล้มเหลว ความทุกข์ ความเศร้ารวมถึงเรื่องเลวร้ายอีกมากมายที่เราต้องพบเจอ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ ล้วนเป็นบทเรียนที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น เข็มแข็งขึ้น อดทนมากขึ้น ทำให้เรารู้ว่าสิ่งใดที่เราควรทำ และสิ่งใดที่เราไม่ควรทำ ใครคบได้ ใครคบไม่ได้ ใครเชื่อใจได้ ใครเชื่อใจไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรมี คือ…