Category: Buddha, Zen and Wisdom

บั ว ส อ น ธ ร ร ม

ให้ลองสังเกตดู ใบบัวไม่เคยหันไปทางที่มืดเลย มีแต่จะหันไปทางที่มีความสว่างไสว ถ้าตรงไหนมืด เขาจะไม่หันไปเลย มีแต่จะหนีห่าง ตรงกันข้าม พระอาทิตย์ขึ้นตรงไหน ใบบัวก็จะหันไปทางนั้น ถ้าหูหรือตาของเราเหมือนกับใบบัว เราก็จะมีความสุขทีเดียว อะไรที่ไม่ดี ก็ไม่หันหูไปฟังไม่หันหน้าไปมอง รับฟังหรือมองแต่สิ่งดีๆ ที่เป็นธรรมะ เวลามีเงาทาบทับใบบัวจะหนีเลย จะเอนไปหาแสงสว่าง ไม่ยอมให้ความมืดเข้ามาครอบ แต่จะหันไปหาแสงสว่างตลอดเวลาถ้าคนเราเรียนรู้จากใบบัว คือนอกจากเลือกมอง เลือกฟังแล้ว ยังพยายามหันจิตหันใจเข้าหาสิ่งดี หลีกเว้นความชั่วหรือสิ่งที่เป็นอกุศล ก็มีโอกาสเป็นสุขไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว อีกครึ่งหนึ่งจะมาจากไหน ก็มาจากการเปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็นความสุข เหมือนกับเช่นดอกบัวทั้งหลายนั้นเอง ดอกบัวเกิดจากโคลนตม ใต้สระนี้เป็นโคลนตมทั้งนั้น ไม่น่าลงเลย…

ชีวิตไม่สุขไปทุกอย่าง

ฝน ใคร ๆ ก็รู้จัก โดยเฉพาะเด็ก ๆ ชอบออกมาเล่นน้ำฝน ผู้ใหญ่บางคนชอบนั่งดูเวลาฝนตกเพราะรู้สึกสดชื่น เย็นสบาย ได้เห็นต้นไม้ใบหญ้ามีความสุขเวลาได้น้ำฝน บางคนชอบนอนเวลาฝนตก เพราะอากาศเย็นและมีเสียงฝนตกกระทบหลังคาเป็นเสียงกล่อมให้นอนสบาย แต่บางคนไม่ชอบเวลาฝนตก เพราะรู้สึกเศร้า เหงา เปล่าเปลี่ยว เหตุการณ์แบบนี้มักเกิดตามอารมณ์ ของแต่ละคนว่าอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบใด ฝนมีคุณประโยชน์ต่อทุกสรรพสิงบนโลก เช่นฝนให้ความชุ่มชื่นในดินและอากาศ เพิ่มผลผลิตทางการประมง และการเกษตร ลดปัญหาภัยแล้ง ทำให้เขื่อนมีน้ำไว้ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้เรามีน้ำประปาใช้ ลดอุณหภูมิในอากาศ ทำให้เรามีน้ำดื่ม ทำให้ระบบนิเวศของโลก สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สิ้นสุด ทุกสรรพสิ่งบนโลก…

จิตผ่องแผ้ว

เนื่องในวันมาฆบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ เป็นวันจาตุรงคสันนิบาต ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้เมื่อกว่าสองพ้นห้าร้อยปีก่อน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทานหลักการอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาไว้ ๓ ประการ ได้แก่ การไม่กระทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ‘จิต’ เป็นสภาพรู้ที่ปรากฏมีอยู่ในทุกชีวิตซึ่งมีสภาพธรรมอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า ‘เจตสิก’ เกิดร่วมด้วย เจตสิกกลุ่มที่เรียกว่า ‘สังขาร’ อาจปรุงแต่งให้จิตเป็นไปในทางสามฝ่าย กล่าวคือ ฝ่ายดี…

รักให้ดีพอ รักให้พอดี

รักให้ดีพอ รักให้พอดี ความรัก คือ การให้ที่ไร้ขอบเขต ความรักมีมากมายหลายรูปแบบ รักครอบครัว รักแม่ รักพ่อ รักพี่ รักน้อง รักลูก รักหลาน รักเพื่อน ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะรักในรูปแบบใด ควรเป็นรักที่บริสุทธิ์ รักด้วยความเข้าใจ เพราะความรักสร้างได้ทั้งความสุข และความเศร้า ถ้าไม่รู้จักรักให้ดีพอ และรักให้พอดี การได้รักกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ถ้าเคยทำบุญทำกรรมร่วมกันมา แม้จะอยู่ไกลกันมากแค่ไหน วันหนึ่งก็จะต้องได้พบเจอกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ คนเราพบเจอกันบางคนเจอกัน เพราะแรงกรรม บางคนดึงดูดกัน ด้วยความดี…

อยู่ที่เราเลือกมอง

ในชีวิตคนเรานั้นย่อมผ่านทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายมามากมาย ยิ่งเราผ่านวันคืนที่เลวร้ายมามากเรายิ่งเข้าใจในความทุกข์ รู้หนทางในการแก้ไขปัญหาที่เข้ามาได้มากขึ้น คนทั้งหลายที่เข้ามาในชีวิตเรามีทั้งคนดีและคนไม่ดี ทั้งที่รักเราและเกลียดเรา สิ่งที่ผ่านมาสอนเรามากมาย สังคมในปัจจุบันนี้สอนให้เราปกป้องตนเอง ไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ แต่เราก็ไม่เลือกที่จะปิดตัวเอง เราต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เพราะมนุษย์เราต่างคน ต่างความคิด ต่างจิต ต่างใจ ต่างประสบการณ์ และต่างการอบรมเลี้ยงดู ทำให้เกิดความเหลื่อมลำ้ทางความคิด การตีความ และการสื่อสารที่ต่างกัน บางคนคิด พูด และลงมือทำ บางคน ลงมือทำไม่พูด บางคน ไม่ลงมือทำแต่พูด บางคนได้ยินได้ฟังสิ่งใดมาใคร่ครวญ ไตร่ตรอง หาเหตุผล…

กวาดใบไม้… กวาดใจ

กวาดใบไม้…กวาดใจ เศษใบไม้พวกนี้ มันก็เหมือนขยะที่อยู่ในใจของเรานั้นแหละ ถ้าเราไม่รู้จักปัดกวาดมันออกไป จิตใจเราก็ขุ่นมัว ไม่มีทางมีความสุข แล้วก็ไม่มีทางจะเห็นธรรม แค่เราต้องรู้จักนำมาปรับใช้กับตัวเอง เรากวาดใบไม้ไปแล้วสี่ถุงใหญ่แล้วก็นำไปทิ้ง พอกลับมาที่จุดเดิมที่เรากวาดใบไม้เสร็จไปแล้ว ใบไม้ก็ล่วงหล่นลงมาเหมือนเดิม เหมือนเรายังไม่ได้กวาด ทำไมใบไม้ล่วงเร็วมากขนาดนี้ ล่วงคาตาเราเลย แค่เราเปลี่ยนวิธีคิดว่ามันเป็นฤดูการที่ใบไม้ล่วงพร้อมกัน ในเวลาที่เราอยู่ในความพร้อมที่จะพิจารณาธรรม เท่ากับว่า ใบไม้นั้นกำลังสอนธรรม แต่ถ้าเรารู้สึกว่าพึ่งกวาดเสร็จไปเมื่อกี้นี้เองยังไม่ทันหายเหนื่อยเลยใบไม้ลวงลงมาอีกแล้ว ฉันก็เลยต้องเหนื่อยกับเธออีก ถ้าคิดเช่นนี้เรายังเข้าไม่ถึงธรรม แต่ถ้าเราเห็นว่า ใบไม้ล่วงคาตาเลย กวาดไปเมื่อกี้กลับมาเป็นอีกแล้ว และเรายอมรับว่า ในฤดูการที่ใบไม้มันล่วงหล่น เราก็แค่ต้องขยันมากขึ้น เวลาที่เราขยันกวาดใบไม้ ก็ให้คิดถึงการกวาดใจ ของเราไปด้วย…

Choose Kindness

คนที่ใช้ Facebook เพื่อหวังให้คนอื่นตายมีปัญหาทางจิตอย่างรุนแรง *ยังมีคนอีกจำนวนมากที่กำลังดิ้นรนและต่อสู้กับอิทธิพลชั่วร้ายในโลกใบนี้ พวกเขาพยายามเต็มที่ หลบซ่อนทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ แต่พฤติกรรมที่เอาแน่ไม่ได้และคำพูดจาบจ้วงใส่ร้ายคนอื่นนั้น แสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่พวกเขาเก็บเอาไว้ภายในนั้นมีมากแค่ไหน ถ้าคุณเคยถูกด่าว่าจากคนที่มีอาการเป็นโรคจิตแล้วละก็ พยายามอย่าเอามาคิดเป็นเรื่องส่วนตัว มันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดมากกว่าการกระทำ แต่พยายามจำไว้ว่า ถ้าคนๆหนึ่งสามารถจู่โจมด้วยคำพูดด่าว่าอย่างเสียๆหายๆกับใครบางคนในที่สาธารณะ หรือผ่านทางเฟสบุ๊คก็ตาม นี่ก็หมายความว่าพวกเขาเป็นคนที่กำลังมีปัญหาและกำลังดิ้นรนอยู่ภายในลึกๆอย่างถอนตัวไม่ขึ้น โลกของพวกเขาจบลงด้วยความล้มเหลวแล้วพวกเขาก็ต่างออกมาชี้นิ้วกล่าวโทษคนอื่นเพราะความผิดพลาดและปัญหาของพวกเขาเอง ขอบอกว่า อย่างไปตอบ เพราะพฤติกรรมของคนๆนั้นกำลังแสดงให้คนทั้งโลกรู้อย่างแท้จริงว่าพวกเขาจริงๆนั้นเป็นใคร และอะไรที่พวกเขามีความสามารถทำอะไรได้บ้าง สิ่งเดียวที่พวกเราสามารถช่วยได้ก็คือแสดงให้พวกเขาเห็นถึงความกรุณาปราณี แล้วก็ส่งรอยยิ้มให้พวกเขา ความเมตตาความสงสาร อาจทำให้เกิดความแตกต่างในตัวพวกเขาได้ อย่างไรก็ตาม อยู่ห่างๆพวกเขาไว้เป็นดีเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

พลังสองขั้วที่กำหนดตัวเรา

พลังสองขั้วที่กำหนดตัวเรา มนุษย์มีพลังงานสองแบบอยู่ในร่างกายของเราทุกคน แบบที่หนึ่งคือ พลังงานจากมารขาว เป็นพลังงานด้านบวกทำให้ชีวิตของเราเป็นสุข อิ่มเอม สดชื่น ปิติสุขยินดี ส่วนแบบที่สองคือ พลังงานจากมารดำ จะเป็นพลังงานด้านลบในชีวิต เป็นความหดหู่ ความโลภ โกรธ หลง ความคับแค้นใจ และ ทิฐิ ในแต่ละวันพลังงานทั้งสองแบบนี้จะหมุนเวียนไปทั่วร่างกายของเรา บางวันความคิดด้านบวกจากมารขาวเป็นฝ่ายชนะ บางวันความคิดด้านลบจากมารดำ เป็นฝ่ายชนะ อยู่ที่ว่าเราจะให้อาหารมารฝ่ายไหน ความคิดของคนเราเปรียบเสมือนมาร แล้วมารสองพวกนี้เอาพลังงานมาจากไหน คำตอบก็คือ อาหารที่ตัวเราให้ในแต่ละวันนั้นแหละ ตั้งแต่ตื่นนอน จนเข้านอน เหตุการณ์ที่เราพบเจอในแต่ละวันคืออาหารอันโอชะของมัน…

วิชาชีวิต

ในชีวิตของคนเราทุกคน ต้องได้เรียน “วิชาชีวิต” จาก “ห้องเรียนห้องใหญ่ที่เรียกว่าโลก” เราต้องพบเจอผู้คนมากมายหลากหลายรูปแบบ ที่ให้เราได้รับรู้ ได้เห็นพฤติกรรม ได้ยินคำพูด ของผู้คนมากมาย ทั้งที่ตั้งใจเปิดเผยตัวตน ไม่ว่าจะด้านมืด,ด้านสว่าง หรือ ที่ตั้งใจเปิดเผยเฉพาะด้านสว่าง และปกปิดด้านมืดของตน แต่เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง ประสบการณ์ ความคิด จะทำให้เราได้รู้ ได้เห็น และเข้าใจชีวิตมากขึ้น บางคนเปิดเผยด้านมืดของตนเพื่อให้ผู้คนรับรู้กันไปเลยว่าเขาเป็นคนเช่นไร น่าคบหาหรือไม่ คนที่พบเห็น คนรอบข้างสามารถเลือกและหาข้อสรุปให้ตนเองเลยว่าอยากคบหา หรือไม่อยากคบหา บางคนเปิดเผยด้านสว่างของตนด้วยการแสดงความจริงใจ มีน้ำใจ มีเมตตา ยินดีให้ความช่วยเหลือทุกคนทุกโอกาสที่มี…

คนเป็นคน

สติ ปัญญา และเมตตา กรุณา เป็นความสำคัญอย่างยิ่งของทุกคน เป็นสิ่งช่วยให้คนเป็นคนอย่างสมบูรณ์ขึ้น งามพร้อมขึ้นจึงพึงเพิ่มพูนทั้งสติ ปัญญา และเมตตา กรุณา ซึ่งสามารถอบรมได้พร้อมกัน ให้เกิดผลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ก่อนจะพูดจะทำอะไร พึงมีสติรู้ว่าแม้พูดแม้ทำลงไป จะเกิดผลอะไรตามมา เป็นความเสียหายแก่ผู้ใดหรือไม่ ต้องใช้ปัญญาในตอนนี้ให้พอเหมาะพอควร พร้อมทั้งใช้เมตตากรุณาให้ถูกต้อง เว้นการพูดการทำที่จะเป็นเหตุ แห่งความกระทบกระเทือนใจผู้ฟังโดยไม่จำเป็น พระพุทธเจ้าทรงยิ่งด้วยพระมหากรุณา ทรงตั้งพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาเพื่อจิตใจ ผู้เป็นพุทธศาสนิกพึงคำนึงถึงความจริงนี้ให้อย่างยิ่ง จะคิด จะพูด จะทำอะไร มีสตินึกถึงจิตใจผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย อย่าให้ได้รับความชอกช้ำโดยไม่จำเป็น คติธรรมคำสอน…

มโนธรรม

เราอาจขาดพร่องในทุกสิ่ง แต่สิ่งที่ไม่ควรขาดพร่อง ก็คือ “มโนธรรม” กระดาษไม่อาจห่อไฟได้ฉันใด จริงหรือเท็จย่อมปรากฏแจ้งในวันใดวันหนึ่ง ไม่มีกำแพงใดที่ต้านลมได้ชั่วนาตาปี ดีหรือร้ายย่อมทะลุทะลวงให้เห็นได้ในวันหนึ่ง คลำหัวใจก่อนที่จะพูดอะไร ถามมโนธรรมก่อนที่จะทำสิ่งใด ไม่ทำอะไรที่ผิดต่อมโนธรรม จะกลัวผีมาเคาะประตูในยามค่ำคืนทำไม ไม่โกหกปลิ้นปล้อน จะกลัวเล่ห์เหลี่ยมของคนอื่นไปไย ร่ำรวยเงินตรา สูงในฐานะบรรดาศักดิ์แต่ไร้มโนธรรม รวยไปมีตำแหน่งไปก็ไม่มีใครนับถือ ต่อให้นับถือ ก็แค่ต่อหน้าเท่านั้น ยากจนและต่ำต้อยด้อยฐานะแต่เปี่ยมมโนธรรม จนยังไงต่ำต้อยอย่างไรใครก็นับถือ มิใช่ต่อหน้าแม้ลับหลังก็ยังเลื่อมใส ร่ำรวยหรือยากจน พอสิ้นใจก็กลายเป็นดิน ไม่เผาก็ฝัง คนตายไว้ชื่อ ช้างตายไว้งา เกิดมาเป็นคน อย่าจนมโนธรรม ขอบคุณท่านเจ้าของบทความ

ความดี

ความดี ยามที่เราทำความดี อาจมีทั้งคนชื่นชม อาจมีคนหมั่นไส้ อาจมีคนซาบซึ้งใจ และอาจถึงขั้นมีคนอยากทำความดีตาม ไม่ว่าจะพบเจอท่าทีอย่างไรของผู้คน สิ่งสำคัญไม่ใช่การชื่นชม หรือหมั่นไส้จากคนอื่น แต่อยู่ที่เราควรมองใจของเราเองว่าทำดีเพราะอะไร หากเราทำดี เพราะความเอื้ออาทร หากเราทำดี เพราะความเมตตาสงสาร หากเราทำดี เพราะอยากสนับสนุนสิ่งดี หากเราทำดี เพราะเห็นคุณค่าของชีวิต หากเราทำดี เพราะอยากฝากคุณค่าไว้ในโลก ทำดีเพียงเพราะใจอยากทำ ก็ไม่ต้องเดือดร้อนอะไร ไม่ต้องทั้งยินดี หรือยินร้าย กับท่าทีของคนอื่น แต่หากเราทำดี เพราะอยากให้คนเห็นว่าดี หากเราทำดี เพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง หากเราทำดี…