Author: Apple Td

อยู่ที่เราเลือกมอง

ในชีวิตคนเรานั้นย่อมผ่านทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายมามากมาย ยิ่งเราผ่านวันคืนที่เลวร้ายมามากเรายิ่งเข้าใจในความทุกข์ รู้หนทางในการแก้ไขปัญหาที่เข้ามาได้มากขึ้น คนทั้งหลายที่เข้ามาในชีวิตเรามีทั้งคนดีและคนไม่ดี ทั้งที่รักเราและเกลียดเรา สิ่งที่ผ่านมาสอนเรามากมาย สังคมในปัจจุบันนี้สอนให้เราปกป้องตนเอง ไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ แต่เราก็ไม่เลือกที่จะปิดตัวเอง เราต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เพราะมนุษย์เราต่างคน ต่างความคิด ต่างจิต ต่างใจ ต่างประสบการณ์ และต่างการอบรมเลี้ยงดู ทำให้เกิดความเหลื่อมลำ้ทางความคิด การตีความ และการสื่อสารที่ต่างกัน บางคนคิด พูด และลงมือทำ บางคน ลงมือทำไม่พูด บางคน ไม่ลงมือทำแต่พูด บางคนได้ยินได้ฟังสิ่งใดมาใคร่ครวญ ไตร่ตรอง หาเหตุผล…

กวาดใบไม้… กวาดใจ

กวาดใบไม้…กวาดใจ เศษใบไม้พวกนี้ มันก็เหมือนขยะที่อยู่ในใจของเรานั้นแหละ ถ้าเราไม่รู้จักปัดกวาดมันออกไป จิตใจเราก็ขุ่นมัว ไม่มีทางมีความสุข แล้วก็ไม่มีทางจะเห็นธรรม แค่เราต้องรู้จักนำมาปรับใช้กับตัวเอง เรากวาดใบไม้ไปแล้วสี่ถุงใหญ่แล้วก็นำไปทิ้ง พอกลับมาที่จุดเดิมที่เรากวาดใบไม้เสร็จไปแล้ว ใบไม้ก็ล่วงหล่นลงมาเหมือนเดิม เหมือนเรายังไม่ได้กวาด ทำไมใบไม้ล่วงเร็วมากขนาดนี้ ล่วงคาตาเราเลย แค่เราเปลี่ยนวิธีคิดว่ามันเป็นฤดูการที่ใบไม้ล่วงพร้อมกัน ในเวลาที่เราอยู่ในความพร้อมที่จะพิจารณาธรรม เท่ากับว่า ใบไม้นั้นกำลังสอนธรรม แต่ถ้าเรารู้สึกว่าพึ่งกวาดเสร็จไปเมื่อกี้นี้เองยังไม่ทันหายเหนื่อยเลยใบไม้ลวงลงมาอีกแล้ว ฉันก็เลยต้องเหนื่อยกับเธออีก ถ้าคิดเช่นนี้เรายังเข้าไม่ถึงธรรม แต่ถ้าเราเห็นว่า ใบไม้ล่วงคาตาเลย กวาดไปเมื่อกี้กลับมาเป็นอีกแล้ว และเรายอมรับว่า ในฤดูการที่ใบไม้มันล่วงหล่น เราก็แค่ต้องขยันมากขึ้น เวลาที่เราขยันกวาดใบไม้ ก็ให้คิดถึงการกวาดใจ ของเราไปด้วย…

พลังสองขั้วที่กำหนดตัวเรา

พลังสองขั้วที่กำหนดตัวเรา มนุษย์มีพลังงานสองแบบอยู่ในร่างกายของเราทุกคน แบบที่หนึ่งคือ พลังงานจากมารขาว เป็นพลังงานด้านบวกทำให้ชีวิตของเราเป็นสุข อิ่มเอม สดชื่น ปิติสุขยินดี ส่วนแบบที่สองคือ พลังงานจากมารดำ จะเป็นพลังงานด้านลบในชีวิต เป็นความหดหู่ ความโลภ โกรธ หลง ความคับแค้นใจ และ ทิฐิ ในแต่ละวันพลังงานทั้งสองแบบนี้จะหมุนเวียนไปทั่วร่างกายของเรา บางวันความคิดด้านบวกจากมารขาวเป็นฝ่ายชนะ บางวันความคิดด้านลบจากมารดำ เป็นฝ่ายชนะ อยู่ที่ว่าเราจะให้อาหารมารฝ่ายไหน ความคิดของคนเราเปรียบเสมือนมาร แล้วมารสองพวกนี้เอาพลังงานมาจากไหน คำตอบก็คือ อาหารที่ตัวเราให้ในแต่ละวันนั้นแหละ ตั้งแต่ตื่นนอน จนเข้านอน เหตุการณ์ที่เราพบเจอในแต่ละวันคืออาหารอันโอชะของมัน…

วิชาชีวิต

ในชีวิตของคนเราทุกคน ต้องได้เรียน “วิชาชีวิต” จาก “ห้องเรียนห้องใหญ่ที่เรียกว่าโลก” เราต้องพบเจอผู้คนมากมายหลากหลายรูปแบบ ที่ให้เราได้รับรู้ ได้เห็นพฤติกรรม ได้ยินคำพูด ของผู้คนมากมาย ทั้งที่ตั้งใจเปิดเผยตัวตน ไม่ว่าจะด้านมืด,ด้านสว่าง หรือ ที่ตั้งใจเปิดเผยเฉพาะด้านสว่าง และปกปิดด้านมืดของตน แต่เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง ประสบการณ์ ความคิด จะทำให้เราได้รู้ ได้เห็น และเข้าใจชีวิตมากขึ้น บางคนเปิดเผยด้านมืดของตนเพื่อให้ผู้คนรับรู้กันไปเลยว่าเขาเป็นคนเช่นไร น่าคบหาหรือไม่ คนที่พบเห็น คนรอบข้างสามารถเลือกและหาข้อสรุปให้ตนเองเลยว่าอยากคบหา หรือไม่อยากคบหา บางคนเปิดเผยด้านสว่างของตนด้วยการแสดงความจริงใจ มีน้ำใจ มีเมตตา ยินดีให้ความช่วยเหลือทุกคนทุกโอกาสที่มี…

คนเป็นคน

สติ ปัญญา และเมตตา กรุณา เป็นความสำคัญอย่างยิ่งของทุกคน เป็นสิ่งช่วยให้คนเป็นคนอย่างสมบูรณ์ขึ้น งามพร้อมขึ้นจึงพึงเพิ่มพูนทั้งสติ ปัญญา และเมตตา กรุณา ซึ่งสามารถอบรมได้พร้อมกัน ให้เกิดผลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ก่อนจะพูดจะทำอะไร พึงมีสติรู้ว่าแม้พูดแม้ทำลงไป จะเกิดผลอะไรตามมา เป็นความเสียหายแก่ผู้ใดหรือไม่ ต้องใช้ปัญญาในตอนนี้ให้พอเหมาะพอควร พร้อมทั้งใช้เมตตากรุณาให้ถูกต้อง เว้นการพูดการทำที่จะเป็นเหตุ แห่งความกระทบกระเทือนใจผู้ฟังโดยไม่จำเป็น พระพุทธเจ้าทรงยิ่งด้วยพระมหากรุณา ทรงตั้งพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาเพื่อจิตใจ ผู้เป็นพุทธศาสนิกพึงคำนึงถึงความจริงนี้ให้อย่างยิ่ง จะคิด จะพูด จะทำอะไร มีสตินึกถึงจิตใจผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย อย่าให้ได้รับความชอกช้ำโดยไม่จำเป็น คติธรรมคำสอน…

มโนธรรม

เราอาจขาดพร่องในทุกสิ่ง แต่สิ่งที่ไม่ควรขาดพร่อง ก็คือ “มโนธรรม” กระดาษไม่อาจห่อไฟได้ฉันใด จริงหรือเท็จย่อมปรากฏแจ้งในวันใดวันหนึ่ง ไม่มีกำแพงใดที่ต้านลมได้ชั่วนาตาปี ดีหรือร้ายย่อมทะลุทะลวงให้เห็นได้ในวันหนึ่ง คลำหัวใจก่อนที่จะพูดอะไร ถามมโนธรรมก่อนที่จะทำสิ่งใด ไม่ทำอะไรที่ผิดต่อมโนธรรม จะกลัวผีมาเคาะประตูในยามค่ำคืนทำไม ไม่โกหกปลิ้นปล้อน จะกลัวเล่ห์เหลี่ยมของคนอื่นไปไย ร่ำรวยเงินตรา สูงในฐานะบรรดาศักดิ์แต่ไร้มโนธรรม รวยไปมีตำแหน่งไปก็ไม่มีใครนับถือ ต่อให้นับถือ ก็แค่ต่อหน้าเท่านั้น ยากจนและต่ำต้อยด้อยฐานะแต่เปี่ยมมโนธรรม จนยังไงต่ำต้อยอย่างไรใครก็นับถือ มิใช่ต่อหน้าแม้ลับหลังก็ยังเลื่อมใส ร่ำรวยหรือยากจน พอสิ้นใจก็กลายเป็นดิน ไม่เผาก็ฝัง คนตายไว้ชื่อ ช้างตายไว้งา เกิดมาเป็นคน อย่าจนมโนธรรม ขอบคุณท่านเจ้าของบทความ

ความดี

ความดี ยามที่เราทำความดี อาจมีทั้งคนชื่นชม อาจมีคนหมั่นไส้ อาจมีคนซาบซึ้งใจ และอาจถึงขั้นมีคนอยากทำความดีตาม ไม่ว่าจะพบเจอท่าทีอย่างไรของผู้คน สิ่งสำคัญไม่ใช่การชื่นชม หรือหมั่นไส้จากคนอื่น แต่อยู่ที่เราควรมองใจของเราเองว่าทำดีเพราะอะไร หากเราทำดี เพราะความเอื้ออาทร หากเราทำดี เพราะความเมตตาสงสาร หากเราทำดี เพราะอยากสนับสนุนสิ่งดี หากเราทำดี เพราะเห็นคุณค่าของชีวิต หากเราทำดี เพราะอยากฝากคุณค่าไว้ในโลก ทำดีเพียงเพราะใจอยากทำ ก็ไม่ต้องเดือดร้อนอะไร ไม่ต้องทั้งยินดี หรือยินร้าย กับท่าทีของคนอื่น แต่หากเราทำดี เพราะอยากให้คนเห็นว่าดี หากเราทำดี เพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง หากเราทำดี…

คบคนอย่างไร ก็เป็นคนอย่างนั้น

ถ้าเราคบกับคนชนิดไหน เราจะเป็นคนชนิดนั้น ยกตัวอย่างคนที่อ่อนแอ ถ้าเราไปคบกับคนที่ เข้มแข็งบ่อยๆ คลุกคลีกับเขาบ่อยๆ เราจะค่อยๆเข้มแข็งขึ้น คนไหนมีแต่ศรัทธาโง่งมงาย เจอพวกที่ชอบใช้ปัญญา คบกับเขานานๆ ก็ขยันใช้ปัญญาขึ้นมา คนฟุ้งซ่านน ไปคบกับคนที่เขาชอบนั่งสมาธิ คบใครด้วยก็มีแต่คนชอบนั่งสมาธิ อีกหน่อยก็นั่งสมาธิได้ เราคบคนอย่างไร เราก็จะคบคนอย่างไร เราก็จะเป็นคนอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เวลาที่เราเลือกคบคน เราก็เลือกดูว่า หากเราคบกับใครแล้ว เราเจริญขึ้นในธรรมะ เราก็คบคนนั้น เขาอาจจะจนก็ได้นะ อาจจะฐานะทางสังคมไม่ดีเลยก็ได้ แต่ถ้าเราอยู่ใกล้เขาแล้วคุณธรรม ความดีของเรางอกงามขึ้นมา เราก็ควรคบ กับคนชนิดนี้…

ทางออกของปัญหา

ทางออกของปัญหาอยู่ที่ทางเข้า ทางออกของความทุกข์ อยู่ที่สาเหตุการเกิดทุกข์ วิธีหยุดความวุ่นวาย ต้องทำใจให้สงบ วิธีหยุดความกังวล ต้องหยุดหารคิดมาก วิธีหยุดหารคิดมาก ต้องมีสติ รู้ทันความคิด วิธีหยุดความกลัว ต้องมีความกล้า วิธีหยุดความโกรธ ต้องฝึกให้ใจมีเมตตา มีสติ รู้ทันความโกรธที่กำลังเกิดขึ้น วิธีหยุดความอิจฉาริษยาผู้อื่น ต้องรู้จักชื่นชมยินดีเวลาผู้อื่นได้ดี ใจที่คิดร้าย คิดไม่ดี ย่อมมีแต่ทุกข์กังวล ใจที่คิดดี ปรารถนาดี ย่อมมีสุขเสมอ คำสอน : ญาณวโร ภิกขุ

ยิ่งเรียบง่าย ยิ่งใกล้ความสุข

เวลาเรา “ พูด ” ถึงคนอื่น ไม่ได้บ่งบอกว่า “ เขาเป็นคนยังไง ” แต่บ่งบอกว่า “ เราเป็นคนยังไง ” เวลาเรา “ วิจารณ์ ” คนอื่น ไม่ได้บ่งบอกว่า “ ผลงานเขาไม่ดีพอ ” แต่บ่งบอกว่า “ เราไม่มีอะไรทำมากพอ ” เวลาเรา “ ดูถูก ”…

ทาน ๕ ประการ

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า.. “บุคคลแม้ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง แต่ก็สามารถให้ทานกับผู้อื่นได้ด้วยหลัก ๕ ประการ” ๑.ใบหน้าเป็นทาน แบ่งปันให้รอยยิ้ม ให้ความสดใส รอยยิ้ม ช่วยทำให้คนเศร้า กลับมาเบิกบานสุขชื่นได้ ๒.วาจาเป็นทาน พูดด้วยความไพเราะเสนาะหูน่าฟัง สุภาพ พูดชื่นชมและปลอบประโลมผู้ท้อทุกข์ให้กลับมามีกำลังใจ ๓.จิตใจเป็นทาน คิดดี ปรารถนาดีต่อผู้อื่น กรุณาสงสารเมตตาหวังดีต่อผู้อื่น ๔. ดวงตาเป็นทาน มองผู้อื่นด้วยใจเป็นธรรม ไม่มองด้วยสายตาเหยียดหยาม มองเป็นเพื่อนร่วมโลก รักสุข เกลียดทุกข์ ปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ เช่นเดียวกับเรา ๕.กายเป็นทาน สละกำลังแรงกายในการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น…

ความดีอย่ากลัว ความชั่ว อย่าทำ

ถ้าท่านกลัวทุกข์ ก็อย่าทำกรรมชั่วทั้งในที่ลับที่แจ้ง ถ้าท่านจักทำ หรือทำอยู่ซึ่งกรรมชั่ว ถึงแม้จะเหาะหนีไป ก็ย่อมไม่พ้นจากความทุกข์ได้เลย สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้กรุงสาวัตถี สมัยนั้นเด็ก ๆ หลายคนจับปลาอยู่ ในระหว่างกรุงสาวัตถี กับเชตวนาราม ขณะนั้น เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอันตรวาสก (นุ่งผ้า ) แล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เข้าไปสู่กรุงสาวัตถีเพื่อบิณฑบาต พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นเด็ก ๆ หลายคนเหล่านั้น กำลังจับปลาอยู่ จึงเสด็จเข้าไปหา แล้วตรัสว่า…