กวาดใบไม้…กวาดใจ
เศษใบไม้พวกนี้ มันก็เหมือนขยะที่อยู่ในใจของเรานั้นแหละ ถ้าเราไม่รู้จักปัดกวาดมันออกไป จิตใจเราก็ขุ่นมัว ไม่มีทางมีความสุข แล้วก็ไม่มีทางจะเห็นธรรม แค่เราต้องรู้จักนำมาปรับใช้กับตัวเอง
เรากวาดใบไม้ไปแล้วสี่ถุงใหญ่แล้วก็นำไปทิ้ง พอกลับมาที่จุดเดิมที่เรากวาดใบไม้เสร็จไปแล้ว ใบไม้ก็ล่วงหล่นลงมาเหมือนเดิม เหมือนเรายังไม่ได้กวาด ทำไมใบไม้ล่วงเร็วมากขนาดนี้ ล่วงคาตาเราเลย แค่เราเปลี่ยนวิธีคิดว่ามันเป็นฤดูการที่ใบไม้ล่วงพร้อมกัน ในเวลาที่เราอยู่ในความพร้อมที่จะพิจารณาธรรม เท่ากับว่า ใบไม้นั้นกำลังสอนธรรม แต่ถ้าเรารู้สึกว่าพึ่งกวาดเสร็จไปเมื่อกี้นี้เองยังไม่ทันหายเหนื่อยเลยใบไม้ลวงลงมาอีกแล้ว ฉันก็เลยต้องเหนื่อยกับเธออีก ถ้าคิดเช่นนี้เรายังเข้าไม่ถึงธรรม
แต่ถ้าเราเห็นว่า ใบไม้ล่วงคาตาเลย กวาดไปเมื่อกี้กลับมาเป็นอีกแล้ว และเรายอมรับว่า ในฤดูการที่ใบไม้มันล่วงหล่น เราก็แค่ต้องขยันมากขึ้น เวลาที่เราขยันกวาดใบไม้ ก็ให้คิดถึงการกวาดใจ ของเราไปด้วย “กายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน” กายเคลื่อนไหว ใจตั้งมั่น หนึ่งลมหายใจ กายอยู่นี้ ใจอยู่นี้ แล้วก็ “กวาดทิ้ง ไม่กวาดเอา” ไม่มีความรำคาญในใจ ไม่มีข้อสงสัย ไม่มีความรู้สึกว่าหงุดหงิด เราก็จะเห็นว่าการกวาดใบไม้นั้นเป็นฐานแห่งการภาวนาได้
เราสามารถนำฐานแห่งการภาวนามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ ถ้าเราทำได้ ก็เท่ากับว่า เราได้ปฏิบัติตลอดชีวิต ในการกวาดใบไม้เราลองกวาดไปพร้อมตระหนักรู้เท่าทันการหายใจ กายอยู่นี้ ใจอยู่นี้ กายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน ถ้าใบไม้ตกลงมาให้กวาดอีกเราจะได้เจริญภาวนามากขึ้น เราจะได้เห็นคุณของการที่เราทำอะไรแล้ว “ซ้ำแล้วสด ไม่ใช่ซ้ำแล้วซาก” เราจึงขอบคุณใบไม้ที่มีให้เรากวาด เพราะว่าวันหนึ่งที่เขาล่วงหล่นลงมาหมดแล้ว จากใบไม้ที่ล่วงหล่น กลายเป็นยอดของใบใหม่ที่มีสีสรรที่สวยสดงดงาม เราจะเห็นว่าในทุกสรรพสิ่งที่มันมีล่วงหล่น มันก็มีงอกงามด้วย เช่นกัน และใบไม้ที่เรานำไปทิ้ง ก็กลายไปเป็นปุ๋ย กลายไปเป็นความงอกงามของยอดไม้ ใหม่ ถ้าไม่มีใบไม้ที่ล่วง ก็จะไม่มีใบไม้ใบใหม่งอกงาม ดังนั้น ทุกสรรพสิ่งกำลังสอนธรรมอยู่ เราได้เรียนรู้กับสิ่งที่มันกำลังแสดงความเป็นจริงของมันตามธรรมชาติ แล้วเราก็จะเห็นได้เลยว่า เราก็จะอยู่กับใบไม้ล่วงได้อย่างขอบคุณได้ เพราะมันทำให้เราก้าวหน้าขึ้น พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เราได้เห็นความเป็นจริง “เวลาที่เรารำคาญ เราก็รู้ว่ารำคาญ เราก็แค่ต้องกวาดทิ้ง” ไม่ต้องหาเหตุผลว่าทำไมฉันต้องรำคาญ ไม่ต้องหาคนยืนยันว่าฉันรำคาญจริงๆ นะ แบบนี้เราจะเหนื่อยตลอดชีวิต เพราะเราทุกคนต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ แน่นอน ไม่ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง “ ถ้าเรารู้ว่าการวิจารณ์ มันเป็นเรื่องของเขา มันไม่ใช่เรื่องของเรา” เราไม่กางตัวเองออกไปเป็นเป้า เพราะมันจะทำให้เราเจ็บ เราก็แค่อย่าทำตัวเป็นเป้า คนวิพากษ์วิจารณ์เป็นเขา แต่มันไม่มีเราเป็นผู้ถูกวิพากษ์วิจารณ์แค่นี้เราก็ไม่เหนื่อย
ส่วนหนึ่งของคติธรรม คำสอน จากคุณแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต
