หมอแนะนำ 3 อาหารรสขม “เกราะปกป้องไต” ผู้ป่วยกินต่อเนื่อง 1 เดือน ผลลัพธ์เซอร์ไพรส์เกินคาด
หลายคนไม่ชอบอาหารรสขม แต่ นพ.หง หย่งเสียง (Yung-Hsiang Hung) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตชาวไต้หวัน ชี้ว่า อาหารรสขม 3 ชนิดช่วยปกป้องไตได้อย่างยอดเยี่ยม
พร้อมทั้งบอกเล่าเคสผู้ป่วยชายวัย 30 ปี ที่อยู่ๆ ก็มีปัสสาวะเป็นฟองและเท้าบวมทั้งสองข้างอย่างรุนแรง ผลตรวจพบว่าเป็นโรคไตอักเสบเรื้อรังจากกลุ่มอาการโปรตีนรั่วในปัสสาวะ จึงแนะนำให้เขารับประทาน “อาหารรสขม” หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน ผลตรวจติดตามอาการพบว่านอกจากโปรตีนรั่วในปัสสาวะจะถูกควบคุมได้เป็นอย่างดีแล้ว อาการท้องผูกและสิวก็ดีขึ้นด้วย
นพ.หง กล่าวผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊กุว่า ตอนแรกได้จ่ายยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Steroids) ให้กับผู้ป่วยรายนี้ แต่พอผ่านไป 3 เดือน กลับมาตรวจตามนัด อาการโปรตีนรั่วและอาการบวมกลับมากำเริบอีกครั้ง ผู้ป่วยเผยว่าเป็นเพราะสเตียรอยด์ทำให้อยากอาหารมากขึ้นและหน้าบวม จึงตัดสินใจหยุดยาเสตียรอยด์ด้วยตัวเองทันที นพ.หงเน้นย้ำว่าสเตียรอยด์ไม่ควรหยุดยันกะทันหัน แต่สามารถลองรับประทานอาหารรสขมที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบร่วมด้วย พร้อมกับใช้ยาสเตียรอยด์ในปริมาณต่ำเพื่อดูว่าจะสามารถควบคุมโปรตีนรั่วได้หรือไม่
อาหารรสขมหลายชนิดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เช่น โอลิโวพอลิน (Oleuropein) หรือสารโพลีฟีนอลในน้ำมันมะกอก เควอซิทิน (Quercetin) ในขึ้นฉ่ายและผักชี กรดคลอโรจินิก (Chlorogenic acid) และคาเฟสทอล (Cafestol) ในกาแฟ รวมถึงสารชารันติน (Charantin) ในมะระ
ผลลัพธ์ 1 เดือนสุดเซอร์ไพรส์
นพ.หง ระบุว่า หลังจากผู้ป่วยกลับมาตรวจตามนัดใน 1 เดือนต่อมา พบว่าสามารถควบคุมโปรตีนในปัสสาวะได้ดีมาก เนื่องจากเขารับประทานน้ำมันมะกอก กาแฟดำ มะระ และขึ้นฉ่าย ซึ่งล้วนแต่อาหารรสขมในปริมาณมาก ส่งผลให้ไม่เพียงแต่โปรตีนรั่วในปัสสาวะจะลดลงเท่านั้น แต่อาการท้องผูกยังดีขึ้น และปัญหาสิวบนผิวหน้าที่เคยมีมากก็ดีขึ้นเช่นกัน
อ้างอิงจากงานวิจัย นพ.หง ระบุว่า สิ่งที่ไตกลัวที่สุดคือความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidative stress) และการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนขโมยที่คอยแอบขโมยการทำงานของไตไปเรื่อยๆ ยิ่งเวลานานความเสียหายก็ยิ่งมาก ผลลัพธ์คือ นักวิทยาศาสตร์พบว่าเบื้องหลังรส “ขม” หลายชนิด หมายความว่าพืชชนิดนั้นมีสารอาหารปกป้องที่มีประสิทธิภาพสูงบางอย่าง เช่น โพลีฟีนอล เทอร์พีนอยด์รสขม กลูโคซิโนเลต และซัลโวราเฟน เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้จะไปกระตุ้น “สวิตช์ปกป้องเซลล์” ของร่างกาย โดยเฉพาะ Nrf2 (สวิตช์หลักในการต้านอนุมูลอิสระของเซลล์)
จากการศึกษาย้อนหลังในวารสาร Kidney International Reports ปี 2021 ระบุว่า การกระตุ้นวิถี Nrf2 สามารถลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันในไต ลดการอักเสบ ปกป้องการทำงานของโกลเมอรูลัส (Glomerulus) ได้
นพ.หง ได้แนะนำ 3 อันดับอาหารรสขมช่วยปกป้องไต ดังนี้:
อันดับ 3: มะระ
-
ความลับในการปกป้องไต: ชารันติน (Charantin), เปปไทด์จากมะระ, โพลีฟีนอล, ใยอาหาร
-
แหล่งความขม: ความขมในมะระไม่ได้มีแค่ชนิดเดียว แต่มีชารันติน ซึ่งซาโปนิน (Saponins) ที่มีรสขมนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการลดระดับน้ำตาลในเลือด เปปไทด์ในมะระมีฤทธิ์คล้ายอินซูลิน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โพลีฟีนอลมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการโจมตีของอนุมูลอิสระต่อไต และใยอาหารช่วยปรับปรุงจุลินทรีย์ในลำไส้ ลดการผลิตสารพิษจากยูเรียในปัสสาวะ ซึ่งช่วยปกป้องไตทางอ้อม
-
วิธีกินมะระให้ได้ผลที่สุด: นพ.หงแนะนำให้ทานสัปดาห์ละ 2-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 50-80 กรัม (ประมาณ 0.5-1 ลูก) สามารถนำมาผัด ทำเป็นสลัด หรือคั้นน้ำดื่มได้ หากกำลังรับประทานยาลดน้ำตาลในเลือดอยู่ โปรดระวังว่าอาจ “เสริมฤทธิ์ยา” จนทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป อย่าลืมหมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วย
อันดับ 2: ต้นอ่อนบรอกโคลี (Broccoli Sprouts)
-
ความลับในการปกป้องไต: ซัลโวราเฟน (Sulforaphane), กลูโคซิโนเลต (Glucosinolates) ซึ่งถือเป็น “ราชาแห่งตระกูลกะหล่ำ” (Cruciferous) ต้นอ่อนบร็อคโคลีคือต้นกล้าที่งอกมาจากเมล็ดบรอกโคลี อุดมไปด้วยสารต้านมะเร็งและสารต้านอนุมูลอิสระ “ซัลโวราเฟน” ในปริมาณที่สูงมาก โดยมีปริมาณสูงกว่าบรอกโคลีที่โตเต็มที่แล้วประมาณ 20 ถึง 50 เท่า สารสำคัญเหล่านี้ช่วยเพิ่มความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของเซลล์ เพิ่มเอนไซม์ล้างพิษ ลดการอักเสบเรื้อรัง ปกป้องเซลล์ท่อไต และลดความเสียหายของไตจากภาวะขาดออกซิเจน
-
วิธีรับประทานต้นอ่อนบรอกโคลีให้ได้ผลที่สุด: นพ.หงระบุว่า ซัลโวราเฟนจำเป็นต้องอาศัย “เอนไซม์” จึงจะถูกกระตุ้นให้ทำงานได้ ซึ่งเอนไซม์นี้กลัวความร้อนสูง ดังนั้นการทานแบบดิบจึงได้สารอาหารมากที่สุด (เช่น ทำสลัดหรือยำเย็น) แต่ต้องเลือกแหล่งที่ปลอดภัยไร้สารเคมีและไร้การปนเปื้อน คำแนะนำอันดับสองคือการนำมาทานกับอาหารสุกโดยเติมวาซาบิเล็กน้อย หรือ หัวไชเท้าขูด (Daikon radish paste) สามารถทานได้วันละ 20-30 กรัม (ประมาณหนึ่งกำมือเล็กๆ)
อันดับ 1: น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ EVOO (Extra Virgin Olive Oil)
-
ความลับในการปกป้องไต: โพลีฟีนอลในมะกอก (เช่น Hydroxytyrosol และ Oleocanthal)
-
ทำไมน้ำมันมะกอกถึงช่วยปกป้องไต? นพ.หงกล่าวว่า ความลับอยู่ที่รส “ขมเล็กน้อย” ของโพลีฟีนอล รสขมและรสเผ็ดเล็กน้อยของน้ำมันมะกอกไม่ใช่ข้อด้อย แต่กำลังบอกคุณว่า “เฮ่! ฉันมีโพลีฟีนอลอยู่ข้างในสูงมากนะ!” งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าโพลีฟีนอลเหล่านี้สามารถปกป้องเซลล์ไตจากความเสียหายทางออกซิเดชัน มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และช่วยปกป้องการทำงานของหลอดเลือด
-
วิธีกินน้ำมันมะกอกให้ “ปกป้องไต” อย่างแท้จริง: นพ.หงบอกว่ามีหลักการสั้นๆ แค่สองประการ สามารถบริโภคน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ (Extra Virgin) ได้วันละ 40 มล. โดยแบ่งมาดื่มสดๆ วันละ 20 มล. เนื่องจากโพลีฟีนอลจะถูกเก็บรักษาไว้ได้ในขั้นตอนการ “สกัดเย็น” เท่านั้น หากไม่ใช่ EVOO ที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพก็จะลดลงไปมาก นพ.หงยังแชร์ด้วยว่า สำหรับการปรุงอาหารสามารถใช้วิธีราดบนสลัด จิ้มขนมปัง ราดบนอาหารที่สุกแล้ว หรือนำมาทำเป็นเมนูกาแฟดำน้ำมันมะกอกที่อร่อย การดื่มกาแฟดำใส่น้ำมันมะกอกสดๆ วันละ 1-2 แก้ว เป็นวิธีที่เขาใช้รับประทาน EVOO
