นายโจ ไบเดน หรือชื่อเต็ม โจเซฟ รอบิเนตต์ ไบเดน จูเนียร์ ชื่อนี้อาจคุ้นหูผู้ที่ติดตามการเมืองสหรัฐบ้างแล้ว เพราะเขาเคยเป็นรองประธานาธิบดีในสมัยนายบารัก โอบามา
กว่าจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ นายไบเดนมีคะแนนขับเคี่ยวกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ชนิดที่ว่าต้องจับตามองตลอดเวลา
แม้ผลการนับคะแนนมีทีท่าว่านายทรัมป์จะชนะ จนหลายฝ่ายเริ่มถอดใจ นายไบเดนก็ยังโพสต์ในโซเชียลมีเดียให้ทุกคนมองโลกในแง่ดีและหวังต่อ จนกระทั่งคะแนนเริ่มกลับมานำในรัฐกลุ่มสุดท้าย คือ รัฐวิสคอนซิน และมิชิแกน ที่ทำให้กวาดเสียงคณะผู้เลือกตั้งแทน (อิเลกโทรอล คอลเลจ) ครบ 270 คนในที่สุด
ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 46 รายนี้ เกิดเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2485 ที่เมืองสแกรนตัน รัฐเพนซิลเวเนีย เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ และ ด้านกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยซีราคิวส์
จากสภาเขตรัฐ สู่วุฒิสภาระดับชาติ
หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่การเมืองด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเขตนิวแคสเซิล ในรัฐเดลาแวร์ และขยับมาลงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐในเวลาต่อมา ซึ่งชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2515
ขณะเป็นวุฒิสภา นายไบเดนยังเป็นกรรมาธิการด้านการต่างประเทศมาอย่างยาวนาน ระหว่างนั้นยังเป็นผู้ที่คัดค้านการทำสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปี 2534 และสนับสนุนการขยายองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ให้เปิดรับสมาชิกจากประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออก และเห็นด้วยกับการให้สหรัฐเข้าร่วมกับองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แทรกแซงสงครามในยูโกสลาเวียอีกด้วย
แม้นายไบเดนสนับสนุนการอนุมัติให้สหรัฐใช้กำลังบุกประเทศอิรักเมื่อปี 2545 แต่ก็ไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดการเพิ่มกำลังทหารในอิรักเมื่อปี 2551
John Moore/Getty Imagesนายโจ ไบเดน พูดคุยกับนาวิกโยธินสหรัฐ ก่อนการประชุมร่วมกันของเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลสหรัฐและอิรัก และผู้นำศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2550 ในเมืองรามาดี จ.อันบาร์ ประเทศอิรัก
ไม่ใช่แค่นั้นนายไบเดนยังเคยเป็นประธานกรรมาธิการด้านกฎหมาย ของวุฒิสภาสหรัฐ ระหว่างปี 2530-2538 เป็นผู้นำในความพยายามผ่านกฎหมายว่าด้วยการบังคับใช้กฎมายและควบคุมอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง และกฎหมายต่อต้านความรุนแรงต่อสตรี
ก้าวขึ้นสู่รองประธานาธิบดีสมัยโอบามา
ผลงานที่โดดเด่นเหล่านี้ ทำให้นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 44 เลือกนายไบเดน ลงชิงชัยคู่กับตน จนนายโอบามาชนะการเลือกตั้งผู้นำประเทศเมื่อปลายปี 2551 และนายไบเดนก็ได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวจนถึงปี 2560
นายไบเดนสนับสนุนการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันมาก จนออกตัวเกินหน้าเกินตานายโอบามาระหว่างการให้สัมภาษณ์ต่อสถานีโทรทัศน์เอบีซีของสหรัฐเมื่อปี 2555 ทำให้นายไบเดนเข้าไปขอโทษนายโอบามา แต่นายโอบามากลับมองว่าสิ่งที่นายไบเดนแสดงออก ทำให้เห็นว่านายไบเดนเป็นคนใจกว้าง และตอบสนองออกมาอย่างที่รู้สึกจริงๆ
ต่อมาเมื่อปี 2560 หลังพ้นตำแหน่ง ก็ยังร่วมมือกับ เลดี้กากา สนับสนุนแคมเปญต่อต้านการใช้ความรุนแรงทางเพศ ที่ใช้ชื่อว่า “It’s on Us (อิตส์ ออน อัส)”
Drew Angerer/Getty Imagesอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ นายบารัก โอบามา (ซ้าย) และนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 46 (ขวา) ทักทายกันโดยรักษาระยะห่างทางสังคม ในตอนท้ายของการหาเสียงที่โรงเรียนมัธยมปลายนอร์ธเวสเทิร์น เมืองฟลินท์ รัฐมิชิแกน เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่ผ่านมา
เส้นทางล้มทรัมป์
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ปีนี้ นายไบเดนก็ประกาศว่าตนจะลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในนามพรรคเดโมแครต ซึ่งก็ได้รับการจับตามองว่าน่าจะเป็นตัวเต็ง และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อสมาชิกพรรคเห็นชอบให้นายไบเดนเป็นผู้ไปต่อกรกับนายทรัมป์
แน่นอนว่าการแข่งขันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะหลังจากนั้น ก็มีข่าวฉาวเกี่ยวกับธุรกิจและผลประโยชน์ในยูเครนของนายฮันเตอร์ ไบเดน ลูกชายของตนปรากฏขึ้นมาในหน้าข่าว หลังจากนายทรัมป์ต่อสายคุยกับประธานาธิบดียูเครน นายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ให้ช่วยขุดคุ้ยธุรกิจของนายฮันเตอร์ เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือจากสหรัฐ
ไม่ใช่แค่นั้น ยังปรากฏภาพนายไบเดนต่อว่าผู้เห็นต่างอย่างรุนแรงขณะไปหาเสียงที่เมืองนิวแฮมป์ตัน รัฐไอโอวาอีกด้วย เมื่อผู้ฟังปราศรัยคนหนึ่งถามคำถามเกี่ยวกับอายุและธุรกิจของลูกชายของนายไบเดนในยูเครน
อย่างไรก็ตาม นโยบายที่แตกต่างจากนายทรัมป์ อย่างเช่น การสนับสนุนให้สหรัฐกลับเข้าสู่สนธิสัญญาปารีส เกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลก ที่นายทรัมป์พาสหรัฐถอนตัวออกมา เรื่อยไปจนถึงการเปิดกว้างต่อผู้อพยพที่มากกว่า และการขยายระบบประกันสุขภาพ
Mark Makela/Getty Imagesนางคามาลา แฮร์ริส สมาชิกวุฒิสภารัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวกับผู้สนับสนุนในการหาเสียงเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2563 ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี 1 วัน ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย
นอกจากนี้ นายไบเดน ยังประกาศเมื่อเดือน มี.ค. ว่าจะเสนอชื่อผู้หญิงเป็นรองประธานาธิบดีอีกด้วย จนเมื่อเดือน ส.ค. ก็ประกาศชื่อออกมาว่านางคามาลา แฮร์ริส สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย พรรคเดียวกัน จะเป็นคู่ไปชิงชัยเพื่อล้มนายทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดนี้
การเดินทางมาสู้ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้ ไม่ง่ายเลย เพราะหลังจากการนับคะแนนการเลือกตั้งยืดเยื้อ เพราะผลที่ออกมาสูสีมาก ชนิดที่เรียกได้ว่าคาราคาซัง เพราะนายไบเดน แม้จะได้รับเสียงจากผู้เลือกตั้งแทนแล้วถึง 264 เสียง มากกว่านายทรัมป์ที่ 214 เสียง แต่ก็ยังขาดอีก 6 เสียง จึงจะถึงเกณฑ์ 270 เสียง ที่ได้เป็นประธานาธิบดีอย่างแน่นอน
จนกระทั่งคืนวันเสาร์ (7 พ.ย.) รัฐเพนซิลเวเนีย ก็ประกาศว่า นายไบเดนได้รับเสียงคณะผู้เลือกตั้งแทน 20 เสียงของทั้งรัฐ เพราะแม้ตอนแรกนายทรัมป์จะนำมาโดยตลอด แต่เมื่อนำบัตรเลือกตั้งผ่านไปรษณีย์มานับด้วย คะแนนนายไบเดนก็ค่อยๆ ไล่ตาม จนแซงในที่สุด
เสียงผู้เลือกตั้งแทนที่มีอยู่ 264 เสียง จึงเพิ่มมากเป็น 284 เสียง ชนะการเลือกตั้งสหรัฐปี 2563 ไปอย่างลุ้นระทึก ซึ่งว่าที่ประธานาธิบดีรายนี้จะเข้าพิธีสาบานตนในเดือน ม.ค. ปีหน้า
