ชีวิตรัก 10 ปีพังทลาย เมื่อหญิงรายหนึ่งออกมาเปิดใจ ถูกสามีนอกใจ ฮุบกิจการ และโอนหุ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนเปิดตัวเมียใหม่อย่างเปิดเผย แถมโพสต์เยาะเย้ย
กรณี “คุณพลอย” อายุ 49 ปี ขอความเป็นธรรม ถูกสามีที่อยู่กินด้วยกันมาเป็นสิบปีนอกใจและหักหลังทางธุรกิจ ทั้งที่เริ่มต้นสร้างเนื้อสร้างตัวมาจากศูนย์ด้วยกันจนกิจการรุ่งเรือง แต่เพราะความไว้ใจ ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ยกทรัพย์สินทุกอย่างให้เป็นชื่อของสามี สุดท้ายไม่เหลืออะไร แม้แต่หุ้นบริษัท จุดแตกหักคือสามีอัปไซซ์น้องชาย ก่อนไปมีผู้หญิงรายใหม่ จดทะเบียนสมรสกัน เจ็บใจที่สุดถูกอีกฝ่ายโพสต์เยาะเย้ยไม่จบไม่สิ้น
รายการโหนกระแส วันที่ 28 เมษายน 2569 ดำเนินรายการโดย หมวย อริสรา ดำเนินรายการแทน หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดหมายเลข 33 สัมภาษณ์ พลอย ผู้เสียหาย, ทนายพัฒน์ อนุสรณ์ อะสุระพงษ์ เนื้อหาสรุปได้ดังนี้
จุดเริ่มต้น สร้างตัวจากศูนย์
ทั้งสองช่วยกันพัฒนากิจการจนเติบโต มีลูกค้าต่างประเทศจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม พลอยรับหน้าที่ซื้อของ ส่งของ ประสานงานลูกค้า ขณะที่สามีดูแลงานในโรงงาน แม้ขาหักใส่เฝือกก็ยังต้องออกไปซื้อของและแพ็กสินค้า
ความไว้ใจที่แลกมาด้วยการสูญเสียทุกอย่าง
พลอยยอมรับตรง ๆ ว่า “เราโง่ตรงนี้” เพราะเชื่อใจและคิดว่าทั้งคู่มีลูกด้วยกันแล้ว คงไม่มีปัญหา ตลอดระยะเวลาที่อยู่กินกัน พลอยไม่มีบัญชีธนาคารเป็นของตัวเอง ไม่มีเงินเดือน ไม่มีเงินปันผล ต้องการอะไรต้องขอจากสามีทุกครั้ง
ปี 2562 เมื่อกิจการเติบโตพอที่จะจดทะเบียนบริษัท จึงตกลงกันให้ถือหุ้นคนละ สามี 50% พลอย 49% น้องชายพลอย 1% โดยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจร่วมกัน
จุดแตกหัก สามีขอมีเมียเพิ่ม
ยักยอกหุ้น บทพิสูจน์การหักหลัง
สิ่งที่ทำให้พลอยเจ็บปวดไม่แพ้กัน คือการที่รู้ภายหลังว่า หุ้น 49% ของตัวเองถูกโอนออกไปโดยไม่รู้เรื่อง โดยตกไปอยู่ในมือพี่สาวของสามี รวมถึง 1% ของน้องชายพลอยก็ถูกโอนออกไปเช่นกัน ปัจจุบันบริษัทมีผู้ถือหุ้นเพียง 2 คน คือพี่น้องฝ่ายสามี
พลอยไม่ได้รับแจ้ง ไม่มีการประชุมบริษัท และไม่ได้ลงลายเซ็นยินยอมใดๆ โดยบัญชีของบริษัทแจ้งว่า ฝ่ายชายอ้างว่าพลอยเป็นหนี้นอกระบบและเป็นบุคคลอันตรายต่อบริษัท ซึ่งพลอยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
คดีนี้ขึ้นสู่ศาลแล้ว และสามียอมรับสารภาพ ถูกปรับ 150,000 บาท แต่กลับนำผลคดีไปโพสต์บนโซเชียลว่าตัวเองชนะ ทั้งที่ความจริงคือการรับสารภาพ ไม่ใช่การยกฟ้อง
โพสต์เยาะเย้ย บาดแผลที่ไม่มีวันหาย
นอกจากคดีความแล้ว สิ่งที่พลอยบอกว่าเจ็บปวดที่สุด คือการที่สามีและหญิงคนใหม่โพสต์เนื้อหาเยาะเย้ยบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง เช่น
– โพสต์รูปในโรงงานและออฟฟิศที่พลอยสร้างมากับมือ
– โพสต์ไปดูบ้านโดยนั่งรถตู้ของกิจการที่สร้างร่วมกัน
– โพสต์ข้อความด่าทอรุนแรงโดยไม่ระบุชื่อ เช่น “สันดานต่ำ หน้าด้าน ต่ำตม ไร้ค่า“
– ทนายสามียังโพสต์ข้อความพาดพิงหลังคดีในศาล
สถานะปัจจุบันและสิทธิ์ทางกฎหมาย
ทนายพัฒน์อธิบายว่า เนื่องจากไม่มีการจดทะเบียนสมรส พลอยอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบทางกฎหมาย เพราะต้องแบกรับภาระในการ พิสูจน์ว่าทรัพย์สินทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งต่างจากกรณีที่มีทะเบียนสมรส ที่ศาลจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินกันเป็นสินสมรสของทั้งคู่
ปัจจุบันพลอยยังคงอาศัยอยู่ในบ้านที่ดอนเมือง แม้สามีจะพยายามไล่ออก แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมออกจนกว่าจะได้ส่วนแบ่งที่เป็นธรรม และยังเตรียมยื่นฟ้องอีก 2 คดี ได้แก่ คดีแบ่งกรรมสิทธิ์รวม และ คดีปลอมแปลงเอกสาร รวมถึงอาจมีคดีทำร้ายร่างกายตามมา
สามีจดทะเบียนสมรสกับหญิงคนใหม่แล้ว และตัดค่าใช้จ่ายของลูกสาวทันทีหลังพลอยยื่นฟ้อง ปัจจุบันพลอยหาเลี้ยงชีพด้วยการขายอาหารเหนือหน้าบ้าน ได้รายได้ไม่ถึง 500 บาทต่อวัน ต้องดูแลลูก 2 คนตามลำพัง
เรื่องราวของ “พลอย” เป็นอีกหนึ่งกรณีที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของการใช้ชีวิตคู่โดยไม่จดทะเบียนสมรส แม้จะร่วมสร้างตัวมาด้วยกันนานกว่า 10 ปี แต่เมื่อขาดหลักคุ้มครองทางกฎหมาย ทรัพย์สินที่หามาร่วมกันอาจสูญหายไปในพริบตา
ด้านทนายพัฒน์ย้ำว่า “ทะเบียนสมรสคือหลักประกันสำคัญของผู้หญิงในฐานะภรรยา” พร้อมฝากเตือนว่า หากรักกันจริง ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธการจดทะเบียนสมรส
