ไวรัสตับอักเสบเอ ระบาด พบคลัสเตอร์ในโรงงานชลบุรี ป่วยแล้ว 55 คน เผยโรคนี้คืออะไร การติดต่อ และป้องกันอย่างไร
กรมควบคุมโรคเร่งสอบสวนคลัสเตอร์ “ไวรัสตับอักเสบ A” หลังพบการระบาดภายในโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี มีผู้ป่วยสะสมแล้ว 55 คน ขณะเดียวกันยอดผู้ติดเชื้อทั่วประเทศปี 2569 เพิ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายปีที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่า การระบาดครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับการปนเปื้อนของน้ำดื่มหรืออาหารในโรงอาหาร ซึ่งเป็นจุดที่พนักงานใช้ร่วมกันจำนวนมาก หากตรวจพบต้นตอชัดเจน จะเร่งควบคุมโรคทันทีเพื่อลดการแพร่กระจาย
คลัสเตอร์โรงงานชลบุรี พบป่วย 55 ราย สงสัยโยงน้ำ-อาหารปนเปื้อน
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า การระบาดเริ่มมีรายงานตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยพบผู้ป่วยสะสมในโรงงานดังกล่าวแล้ว 55 ราย และอยู่ระหว่างสอบสวนโรคอย่างละเอียด
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบจุดน้ำดื่มตั้งอยู่ใกล้บริเวณทิ้งขยะประมาณ 20 เมตร ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะให้ยกระดับการเก็บวัตถุดิบอาหาร เพิ่มจุดล้างมือ และปรับคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐาน
ยอดผู้ป่วยทั่วประเทศพุ่ง สูงกว่าปีก่อน 2.4 เท่า
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 20 เมษายน 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ A สะสม 672 ราย ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่จำนวนผู้ป่วยสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 2.4 เท่า
กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือวัยทำงาน อายุ 30-39 ปี รองลงมาคือ 40-49 ปี และ 20-29 ปี ส่วน 5 จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด ได้แก่
- ชลบุรี
- ระยอง
- กรุงเทพมหานคร
- ปทุมธานี
- จันทบุรี
ไวรัสตับอักเสบ A คืออะไร ติดต่ออย่างไร
ไวรัสตับอักเสบ A เป็นโรคติดต่อผ่านระบบทางเดินอาหาร เชื้อไวรัสมักปนเปื้อนมากับอุจจาระของผู้ป่วย แล้วแพร่สู่ผู้อื่นผ่านอาหาร น้ำดื่ม ภาชนะ หรือมือที่ไม่สะอาด
โดยไวรัสตับอักเสบ A ถือว่าติดค่อนข้างง่าย โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่ร่วมกันจำนวนมาก เช่น โรงงาน หอพัก โรงเรียน ร้านอาหาร หรือบ้านที่ใช้ห้องน้ำและของใช้ร่วมกัน
เนื่องจากเชื้อจากผู้ป่วยจะปนเปื้อนอยู่ที่มือ น้ำ อาหาร ภาชนะ หรือพื้นผิวต่างๆ แล้วอีกคนเผลอหยิบจับก่อนกินอาหาร ก็มีโอกาสติดได้
โรคนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 2-4 สัปดาห์ และอาจนานได้ถึง 50 วัน ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ก่อนเริ่มแสดงอาการประมาณ 1 สัปดาห์ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังแพร่เชื้ออยู่
อาการที่ควรสังเกต รู้เร็วลดเสี่ยงอันตราย
ช่วงแรกของโรคอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดหรืออาหารเป็นพิษ ทำให้หลายคนมองข้าม โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่
- มีไข้ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดเมื่อยตัว ปวดท้อง แน่นชายโครงขวา
- ท้องเสีย หรือถ่ายผิดปกติ
- ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- คันตามตัว หรืออ่อนเพลียมากผิดปกติ
หากเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึมลง กินไม่ได้ อาเจียนมาก หรือปวดท้องรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีภาวะตับอักเสบรุนแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคตับเดิม
อันตรายแค่ไหน รักษาได้หรือไม่
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับโรคนี้ การรักษาเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และติดตามการทำงานของตับ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ แต่บางรายโดยเฉพาะผู้มีโรคตับเรื้อรัง อาจเสี่ยงเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน
วิธีป้องกันไวรัสตับอักเสบ A
- ล้างมือด้วยสบู่ก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- กินอาหารปรุงสุก สะอาด เลี่ยงอาหารดิบ
- ดื่มน้ำสะอาด ได้มาตรฐาน
- ไม่ใช้ช้อน แก้วน้ำ หรือภาชนะร่วมกัน
- ดูแลความสะอาดโรงอาหารและพื้นที่ส่วนรวม
- ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A ในกลุ่มเสี่ยง
การพบคลัสเตอร์ไวรัสตับอักเสบ A ในโรงงานชลบุรี เป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่าโรคติดต่อจากอาหารและน้ำยังใกล้ตัวกว่าที่คิด แม้ส่วนใหญ่รักษาหายได้ แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รู้ตัวอาจแพร่เชื้อเป็นวงกว้างได้ง่าย การสังเกตอาการ ล้างมือสม่ำเสมอ และเลือกกินอาหารสะอาด คือเกราะป้องกันสำคัญที่สุดในเวลานี้
