
เช็กให้ชัด ใช้ยาซ้ำซ้อน เสี่ยงผลข้างเคียงรุนแรง กระทบตับ–ไต อาจอันตรายถึงชีวิต จริงหรือไม่?
บนสื่อสังคมออนไลน์มีการส่งต่อข้อความเตือนภัยด้านสุขภาพและผลิตภัณฑ์ยา โดยระบุว่าการรับประทานยาซ้ำซ้อนอาจทำให้เกิดปฏิกิริยายาตีกัน ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไตอย่างรุนแรง และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ข้อมูลดังกล่าวได้รับความสนใจและถูกแชร์อย่างแพร่หลาย จนสร้างความวิตกกังวลแก่ประชาชนผู้ใช้ยารักษาโรคในชีวิตประจำวัน
กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์และแนวทางการใช้ยาอย่างปลอดภัย
คำถาม
การใช้ยาซ้ำซ้อนจนเกิดภาวะยาตีกัน ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อตับและไต และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจริงหรือไม่?
การตรวจสอบ
กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ตรวจสอบข้อมูลอ้างอิงจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย และรายงานทางการแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าคำเตือนเรื่องการใช้ยาซ้ำซ้อนเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
ภาวะยาตีกันจากการใช้ยาซ้ำซ้อน เกิดจากการรับประทานยาตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปพร้อมกันหรือในเวลาใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ตัวยาทำปฏิกิริยาขัดขวางหรือเสริมฤทธิ์กัน ตัวอย่างที่พบบ่อยคือการใช้ยากลุ่มบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ซ้ำซ้อนกัน หรือรับประทานร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกผิดปกติและส่งผลเสียต่อการทำงานของไต
นอกจากนี้ กรณีการรับประทานยาแก้หวัดสูตรผสมร่วมกับยาพาราเซตามอล ถือเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมเสี่ยง เนื่องจากยาแก้หวัดสูตรผสมมักมีตัวยาพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว การรับประทานร่วมกันจึงทำให้ร่างกายได้รับขนาดยาเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งนำไปสู่ภาวะความเป็นพิษต่อตับอย่างรุนแรงได้
ข้อเท็จจริง
ข้อมูลดังกล่าวเป็น “ข่าวจริง” การใช้ยาซ้ำซ้อนโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง กระทบต่อการทำงานของตับและไต และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้จริง
อ้างอิง
- ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
