
แถลงจับกุม บอลนี่ เจ้าของดารุมะ ซูชิ เผย อายัดเงินได้หลักแสน
จ่อสืบเส้นทางการเงินต่อไป ด้านผู้ต้องหาอ้าง โดนทวงหนี้ 100 ล้าน
เลยต้องหนีไปต่างประเทศ
เจ้าของและผู้บริหารร้าน ดารุมะ ซูชิ ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
หลังจากที่เดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกา หลังจากปิดสาขาไปตั้งแต่วันที่ 17
มิถุนายน 2565 โดยมีผู้เสียหายที่ซื้อคูปองวอยเชอร์,
พนักงานที่ไม่ได้รับค่าแรง และคนซื้อแฟรนไชส์จ่อร้องเรียน
คาดว่ามูลค่าความเสียหายอย่างน้อย 100 ล้านบาท ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
อ่านข่าว : รวบ บอลนี่ เจ้าของดารุมะ ซูชิ หนีแล้วกลับมาไทย สารภาพไปไหนมา เพจดังคาดใช้เงินหมด
ล่าสุดวันนี้ (22 มิถุนายน 2565) พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้ออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับการจับกุมนายเมธา โดยระบุว่า ผู้ต้องหาได้เดินทางกลับมาที่ประเทศไทยเมื่อเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าจับกุม
จากการซักถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การว่าทำธุรกิจแล้วเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง จึงขายคูปองออนไลน์ 199 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงเพื่อนำเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อให้สามารถนำเงินไปหมุนต่อได้ แต่ตอนหลังก็ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้จึงตัดสินใจหลบหนีออกไปประเทศสหรัฐอเมริกา แต่หลังจากเห็นข่าวและถูกกดดันจากทุก ๆ ทางจึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยจนถูกจับกุมดังกล่าว
หลังจากนั้น พล.ต.ท. จิรภพ ได้เปิดให้ผู้สื่อข่าวสอบถามคำถามต่าง ๆ
– ผู้ต้องหาตั้งใจหลอกขายคูปองโดยตรงหรือไม่ ?
พล.ต.ท. จิรภพ ระบุว่าเป็นคำให้การของผู้ต้องหาที่เขาพูดให้ฟัง ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเชื่อ เขาพูดให้ฟังว่าเขาหมุนเงินไม่ทัน จึงต้องขายคูปอง 199 บาท แล้วก็เอาเงินนี้ที่มียอดขายประมาณวันละ 1 ล้านบาท นำมาเข้าสู่ระบบ นี่คือสิ่งที่เขาให้การซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้
– ผู้ต้องหามีเจตนาหลบหนีแล้วจะไม่กลับมาอีกเลยเหรอ ?
เท่าที่สอบถามเบื้องต้นเขาบอกว่าหลังจากที่โดนทวงหนี้จำนวนมากจึงตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐอเมริกา
-คิดว่าผู้ต้องหาจะคืนเงินให้ผู้เสียหายไหม ?
เรื่องการคืนเงินนั้นเป็นเรื่องของเขาซึ่งทางตำรวจก็อยากให้เขากลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะดำเนินคดีตามข้อเท็จจริง ส่วนจะมีเงินคืนหรือไม่ต้องสอบถามทางผู้ต้องหา
– ยอดผู้เสียหายมีกี่คน ยอดความเสียหายเท่าไหร่ ?
ตอนนี้มีคนแจ้งความหลัก 100 คน แจ้งความออนไลน์ 300 คน แต่จากที่คุยทราบว่ามีหลายพันคนเป็นผู้เสียหาย
– ในชั้นสอบสวนจะให้ประกันตัวหรือไม่ ?
ในชั้นสอบสวนไม่ให้ประกันตัว คัดค้านการประกันตัว จะนำตัวไปฝากขังศาลพรุ่งนี้
– ผู้ต้องหามีหนี้สินจากการประกอบธุรกิจ หรือปัญหาส่วนตัว ?
ผู้ต้องหาไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหนี้สิน เขาอ้างว่าเอาเงินไปหมุนในระบบ ตอนนี้ตรวจสอบทุกบัญชีที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการประสานกับธนาคาร ได้ข้อมูลมาแล้วบางส่วน ต้องดูให้ครบทุกธนาคาร ตอนนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ มีข้อมูลเยอะมาก ส่วนเงินของกลางเป็นเงินประมาณ 20,000 กว่าเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินติดตัวที่ค้นเจอในตัวผู้ต้องหา
– มีคนอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกไหม ?
ถึงตอนนี้ยังพบผู้ต้องหาคนนี้คนเดียว ตอนบินไปก็บินคนเดียว ถึงวันนี้ก็เจอคนเดียว
– นอกจากปัญหาเรื่องคูปองแล้วมีการสอบสวนเรื่องแฟรนไชส์ที่อาจจะเข้าข่ายธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือไม่ ?
ตอนนี้ทางตำรวจดูทุกประเด็นอยู่แล้ว ตอนนี้ผู้เสียหายมีหลายกลุ่ม กลุ่มคนซื้อคูปอง แม่ค้าคนกลางที่ซื้อคูปองไปขายต่อ แฟรนไชส์ ซัพพลายเออร์ ทุกคนมีสิทธิ์มาร้องทุกข์กล่าวโทษ ตำรวจมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อเสนออัยการ เสนอศาล เพื่อพิจารณาต่อไป
– ผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้ที่ไหน ?
สามารถแจ้งความได้ทุกที่ แต่ถ้าแจ้งที่กองปราบจะดีที่สุด
– ตอนนี้ผู้ต้องหามีแผนจะเปิดกิจการต่อไหม ?
อันนี้ต้องถามผู้ต้องหาเอง
– ผู้ต้องหาบอกขาย 199 บาท เพื่อนำเงินมาหมุน เขาต้องการแค่เงินมาหมุนแล้วก็จะดำเนินธุรกิจต่อไป หรือว่าตั้งใจหลอกขายและปิดหนี ?
อันนี้เป็นคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งอาจจะเป็นข้ออ้างหรืออาจจะเป็นเรื่องจริง ต้องใช้วิจารณญาณกันเอง เป็นคำบอกเล่าของผู้ต้องหา ทางตำรวจไม่ปักใจเชื่อ แต่จะดูที่พยานหลักฐานเป็นหลัก เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่จะให้การ
– ไทม์ไลน์ของผู้ต้องหาเป็นอย่างไรบ้าง ?
ผู้ต้องหาเดินทางออกจากประเทศไทยไปต่อเครื่องที่ดูไบ แล้วต่อไปนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นอนโมเต็ล 2 วัน แล้วนั่งเครื่องบินกลับมาโดยลงที่ไต้หวัน และต่อเครื่องมาที่สุวรรณภูมิ ทางตำรวจจึงจับกุมตัว
– เป็นไปได้ไหมที่ผู้ต้องหาเดินทางไปต่างประเทศเพื่อโยกย้ายทรัพย์
– เพื่อนที่เดินทางไปด้วยมีส่วนรู้เห็นไหม ?
เท่าที่ทราบ ผู้ต้องหาเดินทางไปคนเดียว
– การที่ผู้ต้องหากลับมาเพื่อสู้คดี ? เขาประสานมาเพื่อมอบตัวสู้คดี ?
น่าจะเป็นเช่นนั้น เขาไม่ได้ประสานมอบตัว แต่การที่เขากลับมาเชื่อว่าเขากลับมาสู้คดี ทางตำรวจมั่นใจว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอในการดำเนินคดี เขาอาจจะพยายามนู่นนี่นั่น แต่ตำรวจจะดูพยานหลักฐานเป็นหลัก และพฤติการณ์ที่เดินทางไปต่างประเทศ แล้วปิดร้านในวันถัดมาเลยก็เป็นพฤติการณ์ที่ชี้นำไปในทางหลบหนี
– แนวคิดที่ขายคูปอง 199 บาท มีตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
ประมาณเดือนมกราคม 2565 เขาเปิดร้านปี 2559 เริ่มขายคูปองปี 2563 และเริ่มลดราคาหนัก ๆ ช่วงมกราคมปี 2565
– ผู้ต้องหาเริ่มมีปัญหาขาดสภาพคล่องตั้งแต่ตอนไหนถึงใช้วิธีขายคูปอง
ผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าเริ่มมีปัญหาสภาพคล่องตั้งแต่ช่วงโควิด 19 ทางตำรวจก็รับฟังแต่ไม่ปักใจเชื่อ
– มูลค่ายอดหนี้ที่เขาอ้างว่าโดนทวงอย่างหนักนั้นอยู่ที่เท่าไหร่ ?
ผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นหลัก 100 ล้านบาท
– หมายจับเบื้องต้นโดนข้อหาอะไรบ้าง เข้าสู่ พ.ร.บ.ฟอกเงินหรือยัง
หมายจับเบื้องต้นเป็นฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดมูลฐานของกฎหมายฟอกเงิน ถ้าตรวจพบเส้นทางการเงินว่าไปแตะที่ใคร ก็สามารถดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องข้อหาฟอกเงิน อยู่ระหว่างตรวจสอบว่ายักย้ายถ่ายเทเงินไปอยู่ที่ไหนบ้าง นอกจากนี้ก็มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
– เงินจำนวน 100 ล้านบาท ในบัญชีของผู้ต้องหานั้นสามารถนำกลับมาได้ไหม เพราะผู้เสียหายต้องการเงินคืน ?
ตอนนี้ตำรวจอายัดเงินได้หลักแสน และตรวจค้นที่ตัวได้ประมาณ 20,000 กว่าเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราว 700,000 บาท นี่คือสิ่งที่ตำรวจอายัดและตรวจยึดไว้แล้ว ส่วนเงินอื่น ๆ อยู่ระหว่างตรวจสอบว่านำไปซุกซ่อนที่ใดหรือไม่
– ในส่วนของเงินที่อายัดหลักแสน มีการตรวจสอบเบื้องต้นหรือยังว่ามีการโยกย้ายก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญบ้างไหม ?
แน่นอนว่าตรวจสอบ แต่เรื่อง Statement นั้นต้องใช้เวลา และตอนนี้อยู่ระหว่างขอข้อมูลจากทุกธนาคาร
– ร้านดารุมะ 20 กว่าสาขานั้น ผู้ต้องหาทำคนเดียวหรือมีคนช่วย ?
ตอนนี้ที่เขาให้การคือบริหารคนเดียว 20 กว่าสาขา ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนว่ามีใครเกี่ยวข้องหรือเปล่าถ้ามีก็จะดำเนินคดี
– ผู้เสียหายมีความหวังจะได้เงินคืนหรือไม่
ตอนนี้ตำรวจอายัดเงินได้หลักแสนและตรวจยึดเงินได้สดได้ 20,000 กว่าเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนเงินอื่น ๆ เขาจะนำไปซุกซ่อนที่ไหนนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ตำรวจจะพยายามทำอย่างเต็มที่
– ผู้ต้องหาเลียนแบบคดีแหลมเกตุหรือไม่
ในส่วนนี้ต้องดูพยานหลักฐานต่อไป
พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช กล่าวทิ้งท้ายหลังจบการแถลงว่า หากใครสืบทราบว่าเขาเอาเงินไปซ่อนที่ไหนก็ขอให้แจ้งตำรวจ จะไปอายัดทันที จะเร่งคดีให้จบและนำไปฟ้องศาลได้โดยเร็ว
