เอลนีโญระอุ! อ็อกซ์ฟอร์ดเปิดโผ “20 เมืองทั่วโลก” เสี่ยงวิกฤตหนักสุด ชี้เอเชีย-แอฟริกาใต้รับกรรม “ซูเปอร์เอลนีโญ”
หลังจากที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศเอลนีโญ (El Niño) ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเต็มรูปแบบ
ล่าสุด LADBible รายงานว่า ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ประเทศอังกฤษ ได้ทำการจัดอันดับ 220 เมืองใหญ่ทั่วโลก เพื่อวิเคราะห์ความเปราะบางและระดับความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ โดยพบว่ากลุ่มเมืองในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายสะฮารา คือพื้นที่กลุ่มเสี่ยงที่สุดที่อาจต้องเผชิญกับอันตรายถึงขั้นคุกคามต่อชีวิต
เตือนภัย “ซูเปอร์เอลนีโญ” อุณหภูมิมหาสมุทรจ่อพุ่งทุบสถิติ 2 องศาเซลเซียส
รายงานจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงถึง 63% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของผิวน้ำทะเลจะพุ่งสูงกว่าปกติเกิน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งนั่นหมายความว่าเอลนีโญในรอบนี้จะไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมดา
แต่จะยกระดับกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงกว่าเดิม ส่งผลให้พื้นที่แห้งแล้งต้องเผชิญไฟป่าครั้งมโหฬาร ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำจะเจอปัญหามหาอุทกภัยจากการแปรปรวนของทิศทางลมและกระแสน้ำ
เนธมิ ชายารัตเน คาริยาวาซัม หัวหน้าทีมวิจัยจากอ็อกซ์ฟอร์ด อธิบายว่า ความน่ากลัวของรอบนี้ไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขกิมมิคอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นเท่านั้น แต่เกิดจากดัชนีความร้อนสะสมที่พุ่งสูงขึ้นประจวบเหมาะกับปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของเมืองที่ไม่พร้อมรับมือ
โดยเฉพาะเมืองใหญ่ในทวีปเอเชียและแอฟริกาที่มีขีดความสามารถในการเผชิญหน้ากับภัยแล้งอย่างจำกัด ซึ่งการผสมผสานของปัจจัยลบเหล่านี้อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงถึงชีวิต
iStockphotoAhmedabad, India
กางรายชื่อ 20 เมืองใหญ่ทั่วโลก รับผลกระทบเชิงโครงสร้างขั้นวิกฤต
จากการประเมินร่วมกันระหว่างสภาพอากาศ ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ทีมนักวิจัยได้คัดเลือก 20 เมืองใหญ่ที่จะได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสที่สุดจากการมาเยือนของซูเปอร์เอลนีโญในครั้งนี้ ดังนี้:
| ลำดับ | เมือง | ประเทศ |
|---|---|---|
| 1 | Al Basrah | อิรัก |
| 2 | Ahmadabad | อินเดีย |
| 3 | Bamako | มาลี |
| 4 | Nagpur | อินเดีย |
| 5 | Quezon City | ฟิลิปปินส์ |
| 6 | Baghdad | อิรัก |
| 7 | Madurai | อินเดีย |
| 8 | Faisalabad | ปากีสถาน |
| 9 | Lagos | ไนจีเรีย |
| 10 | Hyderabad | ปากีสถาน |
| 11 | Barranquilla | โคลอมเบีย |
| 12 | Ibadan | ไนจีเรีย |
| 13 | Port Harcourt | ไนจีเรีย |
| 14 | Conakry | กินี |
| 15 | Bhopal | อินเดีย |
| 16 | Ho Chi Minh City | เวียดนาม |
| 17 | Kaduna | ไนจีเรีย |
| 18 | Bandung | อินโดนีเซีย |
| 19 | Port-au-Prince | เฮติ |
| 20 | Kanpur | อินเดีย |
ชี้เมืองใหญ่คือ “ฮอตสปอต” รับแรงกระแทกจากสภาวะโลกเดือด
ทีมนักวิจัยเน้นย้ำว่า ปัจจุบันคลื่นความร้อน (Heatwaves) กำลังเพิ่มขึ้นทั้งในแง่ของความถี่ ระยะเวลา และความรุนแรง ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกิดอัตราการเสียชีวิตส่วนเกิน ระบบโครงสร้างพื้นฐานขัดข้อง และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับเมืองต่างๆ ทั่วโลก
โดยปัจจุบันมีประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในเขตเมือง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ใน 3 ภายในปี 2050 ทำให้พื้นที่เขตเมืองกลายเป็น “จุดเสี่ยงภัยขั้นวิกฤต” (Hotspots) ของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดร. เฆซุส ลิซานา ผู้ร่วมวิจัยระบุทิ้งท้ายว่า ผลการศึกษานี้ถือเป็นเครื่องมือชิ้นแรกของโลกที่เปรียบเทียบความเสี่ยงด้านความร้อนของเมืองในระดับสากลอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อรัฐบาลของแต่ละประเทศในการจำแนกพื้นที่ที่ต้องเข้าช่วยเหลือและปรับปรุงระบบโครงสร้างเพื่อรับมือกับภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ความล้มเหลวในการเตรียมความพร้อมจะนำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของผู้บริสุทธิ์
