
“นอสตราดามุสแห่งอเมริกา” ทำนายโลกก่อนปี 2028 เตือน 3 หายนะ สงครามนิวเคลียร์อาจปะทุ
โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งหายนะจริงหรือไม่? จอห์น โฮก (John Hogue) นักเขียนและนักตีความคำพยากรณ์ชื่อดังชาวอเมริกัน ผู้ได้รับฉายาว่า “นอสตราดามุสแห่งอเมริกา” ออกมาเปิดเผยคำทำนายเกี่ยวกับอนาคตของโลกก่อนปี 2028 โดยเตือนว่าอาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงถึง 3 ประการ ได้แก่ สงครามนิวเคลียร์ สงครามระดับโลกที่ยืดเยื้อถึง 27 ปี และการล่มสลายทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
จอห์น โฮก คือใคร? ทำไมถูกเรียกว่า “นอสตราดามุสแห่งอเมริกา”
จอห์น โฮก เป็นนักเขียนชาวอเมริกันที่ใช้เวลาหลายสิบปีศึกษาผลงานของ มิเชล เดอ นอสเตรอดาม (Michel de Nostredame) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นอสตราดามุส” นักโหราศาสตร์และผู้เขียนคำพยากรณ์ชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีชื่อเสียงจากบทกวีที่ถูกนำมาตีความเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญของโลก
โฮกเขียนหนังสือเกี่ยวกับคำพยากรณ์และอนาคตของมนุษยชาติหลายเล่ม เช่น Nostradamus: The New Revelations และ The Millennium Book of Prophecy โดยนำบทกวีโบราณมาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางการเมือง สงคราม และเศรษฐกิจร่วมสมัย ทำให้สื่อบางแห่งตั้งฉายาให้เขาว่า “America’s Nostradamus” หรือ “นอสตราดามุสแห่งอเมริกา”
ล่าสุดในเดือนตุลาคม 2026 โฮกให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษ The Sun เกี่ยวกับสถานการณ์โลกในช่วงก่อนปี 2028 ก่อนที่เว็บไซต์ LADbible จะนำคำทำนายดังกล่าวมารายงานอีกครั้งเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2026 โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านอาวุธนิวเคลียร์ สงครามระยะยาว และอนาคตเศรษฐกิจสหรัฐฯ
History Channel
คำทำนายที่ 1 โลกอาจเผชิญสงครามนิวเคลียร์ก่อนปี 2028
คำทำนายแรกที่โฮกกล่าวถึงคือความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์ โดยเขาแสดงความคิดเห็นว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อาจตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีอิหร่าน และประเมินด้วยความเห็นส่วนตัวว่าโอกาสเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในระดับใกล้เคียง 50 ต่อ 50
โฮกให้เหตุผลว่า หากชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ใช้อาวุธแบบดั้งเดิมในการทำสงครามจนคลังอาวุธลดลงอย่างมาก อาจทำให้ผู้นำทางทหารหันมาพิจารณาการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี หรือแม้แต่อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายในระดับมหาศาล
เขายังตั้งสมมติฐานว่า หากสหรัฐอเมริกาใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีเป้าหมายในอิหร่าน อาจกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้ทางทหารจากหลายฝ่าย และทำให้ความขัดแย้งขยายตัวจนควบคุมได้ยาก โดยเปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวกับ “ดาบแห่งดาโมคลีส” (Sword of Damocles) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของภัยอันตรายใหญ่หลวงที่แขวนอยู่เหนือศีรษะมนุษยชาติ
อย่างไรก็ตาม การประเมินโอกาส 50 ต่อ 50 ของโฮกไม่ได้มาพร้อมแบบจำลองทางสถิติหรือหลักฐานที่ตรวจสอบได้ และไม่ได้เป็นการยืนยันว่าสหรัฐอเมริกามีแผนใช้อาวุธนิวเคลียร์ต่ออิหร่านจริง จึงควรมองว่าเป็นการคาดการณ์เชิงสมมติฐานของผู้ให้สัมภาษณ์เท่านั้น
คำทำนายที่ 2 สงครามโลกอาจยืดเยื้อนานถึง 27 ปี
คำทำนายถัดมาของโฮกเกี่ยวข้องกับสงครามครั้งใหญ่ที่เขาเชื่อว่าอาจดำเนินต่อเนื่องนานถึง 27 ปี โดยนำบทกวีของนอสตราดามุสมาเชื่อมโยงกับบุคคลลึกลับที่มีชื่อว่า “มาบุส” (Mabus) และแนวคิดเกี่ยวกับผู้ต่อต้านพระคริสต์คนที่สาม (Third Antichrist)
โฮกตีความว่าการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญรายหนึ่งอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามระยะยาว โดยเขาเชื่อมโยงชื่อ Mabus เข้ากับอักษรย่อ MBS ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย และตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับบุคคลดังกล่าว
ตามการตีความของโฮก หากเกิดความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง อาจนำไปสู่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งผลิตน้ำมัน ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของผู้คนทั่วโลกเป็นระยะเวลานาน
คำทำนายที่ 3 เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจล่มสลายภายในปี 2028
อีกหนึ่งคำทำนายที่ได้รับความสนใจคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา โดยโฮกเชื่อว่าประเทศอาจเผชิญภาวะถดถอยอย่างรุนแรงจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่พุ่งสูง ภาวะเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และความไม่มั่นคงทางการเมือง
เขาอ้างถึงช่วงเวลาระหว่างเดือนกันยายน 2026 ถึงเดือนกันยายน 2028 ซึ่งเรียกว่า “Shofar Silence” โดยเชื่อว่าช่วงดังกล่าวอาจเป็นระยะที่อำนาจและอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาบนเวทีโลกลดลงอย่างรุนแรง และมีรายงานว่าเขาระบุวันที่ 11 กันยายน 2028 เป็นหมุดหมายเชิงคำพยากรณ์เกี่ยวกับการสิ้นสุดของสถานะมหาอำนาจสหรัฐฯ
ทั้งนี้ แม้คำทำนายของจอห์น โฮกจะเต็มไปด้วยเหตุการณ์รุนแรง ทั้งสงครามนิวเคลียร์ ความเสียหายจากสงครามระยะยาว และปัญหาเศรษฐกิจ แต่เขาระบุว่าต้องการให้สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือน เพื่อกระตุ้นให้มนุษย์ตระหนักถึงผลกระทบของความขัดแย้ง และเลือกแนวทางสันติภาพมากกว่าการใช้ความรุนแรง
ในมุมมองของโฮก อนาคตไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว และการตัดสินใจของผู้คนรวมถึงผู้นำประเทศยังสามารถเปลี่ยนทิศทางของเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้
