กางเกงใน vs ถุงเท้า อะไรสกปรกกว่ากัน ซักรวมกันได้หรือไม่? ความจริงที่หลายคนเข้าใจผิด รู้จักวิธีซักที่ถูกต้อง
หลายคนเชื่อว่ากางเกงในกับถุงเท้าไม่ควรซักรวมกัน เพราะกังวลว่าเชื้อโรคจากเท้าอาจปนเปื้อนไปยังเสื้อผ้าที่สัมผัสอวัยวะเพศ แต่ในความเป็นจริง คนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงสามารถซักกางเกงในและถุงเท้ารวมกันในเครื่องซักผ้าได้ ไม่ได้ทำให้เกิดการติดเชื้อโดยอัตโนมัติ โดยหัวใจสำคัญจริงๆ อยู่นวัตกรรมและ “เงื่อนไขในการซัก” ต่างหาก
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเสื้อผ้าชิ้นใดสัมผัสส่วนไหนของร่างกาย แต่ต้องดูระดับความสกปรก ชนิดของผ้า อุณหภูมิที่ซักได้ รวมถึงว่าผู้สวมใส่กำลังมีโรคติดเชื้อหรือไม่ โดยเสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันและไม่ได้เปื้อนสารคัดหลั่งสามารถซักรวมกันตามปกติได้ หากมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้:
-
เป็นคนที่อาศัยอยู่คนเดียว หรือเป็นโสด และมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
-
สุขภาพผิวหนังที่เท้าดี ไม่มีโรคติดเชื้อ (เช่น ฮ่องกงฟุต หรือเชื้อราที่เท้า)
-
เปลี่ยนกางเกงในและถุงเท้าใหม่ทุกวัน รวมถึงดูแลให้แห้งแมตช์อยู่อย่างสม่ำเสมอ
-
หลังซักเสร็จ สามารถนำไปตากแดดให้แห้งสนิท หรือนำเข้าเครื่องอบผ้าได้ทันที
หากครบตามนี้ การซักกางเกงในรวมกับถุงเท้า ถือว่ามีความปลอดภัยเพียงพอ
ถุงเท้าสกปรกกว่ากางเกงในจริงไหม?
ถุงเท้าสัมผัสกับเหงื่อ ความชื้น เซลล์ผิว และสิ่งสกปรกภายในรองเท้า จึงอาจมีแบคทีเรียและเชื้อราสะสม โดยเฉพาะเมื่อสวมรองเท้าที่อับชื้นเป็นเวลานาน ส่วนกางเกงในอาจปนเปื้อนเหงื่อ เซลล์ผิว ปัสสาวะ หรือเชื้อจุลินทรีย์จากบริเวณรอบทวารหนักได้เช่นกัน
ดังนั้น เสื้อผ้าทั้งสองประเภทต่างก็มีจุลินทรีย์ติดอยู่เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้หมายความว่าถุงเท้าจะเป็นของสกปรกจนห้ามสัมผัสกางเกงในเด็ดขาด ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ระบุว่า กระบวนการซักที่มีน้ำ ผงซักฟอก การหมุนหรือขยี้ และการล้างออก สามารถช่วยลดสิ่งสกปรกและจุลินทรีย์บนเนื้อผ้าได้อย่างมาก
ซักรวมกันอย่างไรให้สะอาดและปลอดภัย
ก่อนซักควรตรวจสอบป้ายดูแลเสื้อผ้า และเลือกอุณหภูมิสูงที่สุดที่เนื้อผ้ารองรับได้โดยไม่เสียหาย ใช้ผงซักฟอกในปริมาณตามคำแนะนำ ไม่ใส่เสื้อผ้าแน่นเครื่องจนเกินไป และเลือกโปรแกรมให้เหมาะกับระดับความสกปรก เพราะการยัดผ้าแน่นเกินไปอาจทำให้น้ำและผงซักฟอกเข้าถึงเนื้อผ้าได้ไม่ทั่วถึง
เมื่อซักเสร็จแล้วควรนำออกจากเครื่องและทำให้แห้งสนิทโดยเร็ว ไม่ควรปล่อยผ้าเปียกชื้นค้างอยู่ในถังซักเป็นเวลานาน เพราะความชื้นเอื้อต่อการเพิ่มจำนวนของเชื้อราและแบคทีเรีย สำหรับเสื้อผ้าที่สกปรกเพียงเล็กน้อย การซักตามปกติด้วยผงซักฟอกถือว่ามีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงจากการแพร่เชื้อ
การแยกผ้าตามสีและชนิดของเนื้อผ้ายังสำคัญกว่าการแยกตามส่วนของร่างกาย เช่น ผ้าสีขาวควรแยกจากผ้าสีเข้ม และผ้าบอบบางไม่ควรซักด้วยโปรแกรมรุนแรง แม้จะเป็นกางเกงในและถุงเท้าเหมือนกันก็ตาม
วิธีซักที่ถูกต้อง ช่วยลดความเสี่ยงติดเชื้อข้ามไปมา
ต่อให้เงื่อนไขอาจจะไม่ครบตามข้างต้น แต่หากใช้ วิธีซักที่ถูกต้อง ก็จะยิ่งช่วยลดปัญหาเรื่อง hygiene และการติดเชื้อข้ามได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งมีจุดที่ต้องใส่ใจดังนี้:
-
ต้องใช้น้ำยาซักผ้า/ผงซักฟอก: อย่าซักด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว
-
ระยะเวลาในการซักต้องเหมาะสม: เพื่อเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
-
ขยี้หรือปั่นให้เพียงพอ: ไม่ว่าจะซักมือหรือซักเครื่อง แรงขยี้/แรงปั่นทางกลศาสตร์นี้จะช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
ล้างน้ำสะอาดให้หมดจด: เพื่อช่วยเจือจางและชะล้างจุลินทรีย์ที่อาจตกค้างให้ออกไปให้มากที่สุด
-
ถ้าซักเครื่อง ต้องล้างถังซักเป็นประจำ: เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและการปนเปื้อนข้าม
-
ตากหรืออบให้แห้งทันทีหลังซักเสร็จ: หลีกเลี่ยงการหมกผ้าทิ้งไว้ในเครื่อง
-
หากต้องการฆ่าเชื้อให้ดียิ่งขึ้น: สามารถใช้น้ำอุ่นหรือน้ำร้อนในการซัก ร่วมกับผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial
กรณีไหนควรแยกถุงเท้าออกจากกางเกงใน?
หากผู้สวมใส่เป็นเชื้อราที่เท้า กลาก หรือเชื้อราที่เล็บ ควรแยกถุงเท้าจากเสื้อผ้าชิ้นอื่นชั่วคราว และซักด้วยอุณหภูมิสูงที่สุดที่ผ้ารองรับได้ โรงพยาบาล Guy’s and St Thomas’ NHS Foundation Trust แนะนำให้ผู้ที่เป็นเชื้อราที่เท้าซักถุงเท้าและผ้าปูที่นอนที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสระหว่างมีอาการและต่ออีก 2 สัปดาห์หลังอาการหาย เพื่อลดโอกาสที่เชื้อจะกลับมา
ควรแยกซักเช่นกันเมื่อกางเกงในหรือถุงเท้าเปื้อนเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ อาเจียน หนอง หรือสารคัดหลั่งในปริมาณมาก โดยนำสิ่งสกปรกที่เป็นก้อนออกก่อน ไม่ควรเขย่าผ้าแรง ๆ และควรล้างมือด้วยสบู่หลังจับผ้าสกปรก สำหรับเสื้อผ้าที่เปื้อนอาเจียนหรืออุจจาระ CDC แนะนำให้ซักด้วยผงซักฟอกและน้ำร้อนในระดับสูงสุดที่ผ้ารองรับ พร้อมทำให้แห้งด้วยความร้อนสูงสุดที่ปลอดภัยต่อผ้า
ผู้ที่เป็นหิด มีโรคผิวหนังติดเชื้อ มีบาดแผลที่มีของเหลวซึม หรือมีแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคที่สามารถแพร่ผ่านเสื้อผ้า ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเฉพาะของแพทย์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรืออาศัยร่วมกับผู้ป่วยที่เสี่ยงติดเชื้อรุนแรงก็ควรเพิ่มความระมัดระวังและแยกผ้าที่อาจปนเปื้อนออกจากผ้าทั่วไป
จำเป็นต้องใช้น้ำร้อนทุกครั้งหรือไม่?
เสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันและไม่มีผู้ป่วยติดเชื้ออยู่ในบ้านไม่จำเป็นต้องใช้น้ำร้อนทุกครั้ง การใช้ผงซักฟอก โปรแกรมที่เหมาะสม และการทำให้แห้งสนิทสามารถลดจุลินทรีย์ได้ แม้ใช้อุณหภูมิต่ำ โดย CDC ระบุว่าการซักในอุณหภูมิประมาณ 22-25 องศาเซลเซียสก็สามารถลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ได้ เมื่อควบคุมการทำงานของเครื่อง ปริมาณผงซักฟอก และสารช่วยซักอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การซักด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนอาจเหมาะกับผ้าที่สกปรกมากหรือเกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อ แต่ต้องตรวจสอบป้ายเสื้อผ้าก่อน เพราะกางเกงในและถุงเท้าบางชนิดมีเส้นใยยางหรือผ้าใยสังเคราะห์ที่อาจเสื่อมสภาพ หด หรือเสียทรงเมื่อสัมผัสความร้อนสูง
สรุป กางเกงในกับถุงเท้าซักรวมกันได้หรือไม่?
กางเกงในกับถุงเท้าสามารถซักรวมกันได้สำหรับคนทั่วไป หากไม่ได้เปื้อนสารคัดหลั่งอย่างชัดเจน ไม่มีผู้สวมใส่ที่กำลังเป็นโรคติดเชื้อ และเสื้อผ้าทั้งสองชนิดสามารถใช้โปรแกรมซักเดียวกันได้ ควรใช้ผงซักฟอกให้เหมาะสม ไม่ใส่ผ้าแน่นเครื่อง และตากหรืออบให้แห้งสนิท
สิ่งที่ควรแยกซักไม่ใช่เพียงเพราะชิ้นหนึ่งเป็นกางเกงในและอีกชิ้นเป็นถุงเท้า แต่ควรแยกเมื่อมีเชื้อราที่เท้า โรคผิวหนังติดต่อ หิด หรือผ้าเปื้อนเลือด อุจจาระ อาเจียนและสารคัดหลั่ง การแยกซักในกรณีเหล่านี้ช่วยลดการปนเปื้อนและเพิ่มความปลอดภัยให้สมาชิกคนอื่นในบ้านได้มากกว่า
