
หมอกฤตไท เพจสู้ดิวะ อัปเดตอาการ ย้อนดูเส้นทางในช่วง 6 เดือน ผ่านช่วงเวลาขึ้น-ลง จนแทบยอมแพ้ แต่ยังสู้ สัญญาณดีเริ่มมา แม้บอกไม่ได้อยู่ได้อีกนานแค่ไหน สัดส่วนผู้รอดชีวิตที่ 5 ปี มีแค่ 20%
ความคืบหน้าเรื่องราวของ คุณหมอกฤตไท ธนสมบัติกุล เจ้าของเพจ สู้ดิวะ คุณหมอหนุ่มอนาคตไกล เรียนจบ 2 สาขาและใกล้จะแต่งงาน ชีวิตประสบความสำเร็จอย่างมาก ก่อนทุกอย่างพลิกผันเมื่อพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ซึ่งคุณหมอก็ยังมาอัปเดตอาการเป็นระยะ ท่ามกลางกำลังใจจากผู้คนจำนวนมาก
อ่านข่าว : หมอเปิดเพจเล่าชีวิต เรียนจบ 2 สาขา-ใกล้แต่งงาน หักมุมด้วยการเป็นมะเร็ง อ่านจบน้ำตาไหล
อ่านข่าว : หมอกฤตไท อัปเดตอาการมะเร็งปอด ตอบสนองการรักษาดี สุดยินดี 3 เดือนนี้ผมชนะ
ล่าสุด (15 เมษายน 2566) ก็มีอัปเดตอาการของคุณหมอผ่านเพจ สู้ดิวะ อีกครั้ง สรุปการเดินทางในเส้นทางการรักษาตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ระบุว่า….
สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาทวนเรื่องของตัวเองหน่อยครับ ตัวเลข 6 เดือนนี้สำคัญกับผมมากครับ มันแปลว่าที่ 6 เดือนหลังจากวินิจฉัยจะมี 50% ของคนที่เป็นโรคมะเร็งปอดชนิดนี้ ที่มีการลุกลามของมะเร็งเพิ่มขึ้น และดื้อต่อการรักษาหลักที่กำลังให้อยู่
ตุลาคม 2565
จุดเริ่มต้นของเรื่องราว ผมได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปอดที่มีการลุกลามไปสมอง ผมรับการผ่าตัด รับการตรวจทั้งร่างกาย รับยาเคมีบำบัด รับการฉายแสง
พฤศจิกายน 2565
หลังจากรับผลข้างเคียงทุกอย่าง ขนร่วงหมดตัว ผมเริ่มตั้งหลักกับตัวเองใหม่ ตัดสินใจเปิดเพจ สู้ดิวะ ขึ้นมา เพื่อตั้งใจส่งต่อสิ่งเล็ก ๆ บางอย่าง และมันดันส่งได้จริง ๆ
ธันวาคม 2565
ติดตามผลการรักษาครั้งแรกที่ 3 เดือน ผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บอกว่าก้อนที่ปอดผมมีขนาดเล็กลง และมะเร็งไม่มีการกระจายไปที่อวัยวะอื่นเพิ่มเติม ตัวโรคในภาพรวมยังคงสงบ
แต่ก้อนในสมอง ไม่ใช่แบบนั้น เนื่องจากยาที่ผมได้มันผ่านเข้าสมองได้น้อยมาก เชื้อมะเร็งในเนื้อสมองผมจึงเริงร่า ผมได้เรียนรู้ว่า ชีวิตเราโคตรไม่แน่นอน สุดท้ายเราจะต้องตายและเราไม่รู้ว่ามันจะเป็นวันไหน
มกราคม 2566
อาการผมดีขึ้นมาก ๆ ผมกลับไปออกกำลังกายได้แทบจะปกติ เล่นบาสได้ ปั่นจักรยานได้ เข้ายิม ฟิตร่างกายให้กลับไปเหมือนตอนก่อนป่วย ผมได้กลับไปสอนนักศึกษา ได้กลับไปทำงาน เริ่มวางแผนที่จะกลับไปใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป ผมได้แชร์มุมมองเรื่องงานที่เราอยากทำไปจนวันสุดท้ายกับทุกท่าน
กุมภาพันธ์ 2566
ติดตามในสมอง 3
เดือนหลังจากฉายแสงครบ ถึงแม้ก้อนที่ฉายแสงไปจะยุบลง
แต่มีก้อนใหม่เพิ่มขึ้นมา 3 ก้อน ผมตัดสินใจที่จะสังเกตอาการไปก่อน
ขอไปพูดกับน้องสวนกุหลาบก่อน แล้วค่อยว่ากันหลังจากนั้น ถ้าทุกท่านจำได้
ในโพสต์นั้น ผมเขียนว่า
“ผมอาจไม่สามารถพูดอะไรแบบนี้ได้แล้วและอาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยมาพูดงานนี้”
ซึ่งผมหมายความแบบนั้นจริง ๆ เพราะหลังจากได้ไปสวนกุหลาบ
ผมกลับมารับการตรวจสมองอีกครั้ง ก้อนที่เจอครั้งก่อนนั้นโตขึ้นเป็น 2 เท่า
ร่วมกับมีก้อนใหม่เพิ่มขึ้นอีก
ตอนนี้ในหัวผมมีทั้งหมด 13 ก้อนครับ และผมมีอาการชักร่วมด้วย
ผมจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการฉายแสงทั้งศีรษะ
เพื่อกำจัดเชื้อมะเร็งที่น่าจะกระจายไปทั่วสมอง
ซึ่งก็แปลว่าเนื้อสมองส่วนปกติของผมก็จะโดนรังสีไปด้วย
ส่งผลให้สมองผมเสื่อมแน่นอน แค่มากหรือน้อย เร็วหรือช้าเท่านั้น
จะเรียนปริญญาเอกอีกใบก็คงจะเป็นไปได้ยากมาก ๆ ถึงผมจะไม่อยาก
แต่มันก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วจริง ๆ
มีนาคม 2566
ผมเริ่มรับการฉายแสงทั่วศีรษะ โชคไม่ดีเท่าไร สมองผมบวมเยอะ
ทำให้ผมมีความดันในกะโหลกเพิ่มขึ้น ผมปวดหัวมาก ๆ
ปวดแบบลูกตาจะกระเด็นออกมา
ผมอ้วกพุ่งออกมาทางจมูกด้วยความแรงเดียวกับที่พุ่งออกทางปาก
ผมได้นอนโรงพยาบาลสังเกตอาการ และรับยาสเตียรอยด์เพื่อกดการอักเสบของสมอง
ยาทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ต้องแลกกับผลข้างเคียงของมัน
หลังจากนอนโรงพยาบาลไปครึ่งเดือน ผมได้กลับบ้านและเขียนโพสต์ว่า
“ทำไมเราถึงยังตายไม่ได้” เพราะช่วงที่นอนโรงพยาบาลนั้น
ผมคิดถึงการยอมแพ้ขึ้นมาจริง ๆ
ต้องบอกตรงนี้เลยว่า
ผมประทับใจโพสต์นี้ที่สุดตั้งแต่เปิดเพจมาเลยครับ
เพราะโพสต์นี้มันมากกว่าการที่คนทักมาให้กำลังใจผม แต่คนในเพจกำลัง
ให้กำลังใจ กันและกัน ขอบคุณทุกคนมากครับ น่ารักมากๆเลย
หลังจากนั้น 2 วัน ผมก็มีอาการปวดหัวรุนแรงอีกครั้ง
ผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองบอกว่า
ก้อนในสมองผมมีเลือดออกและเลือดนั้นทำให้แรงดันในสมองเพิ่มขึ้น
ผมอาจต้องรับการผ่าตัดระบายเลือดออก
โชคดีที่สุดท้ายปริมาณเลือดนั้นไม่ได้มากพอที่จะต้องผ่าตัดเปิดสมอง
อาการปวดหัวน่าจะเป็นผลข้างเคียงจากการฉายแสงมากกว่า
แต่ก็ต้องรอทำเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดูกันอีกที
ระหว่างนี้ก็กินยากดการอักเสบลดสมองบวมต่อไปก่อน
ซึ่งพอกินยาตัวนี้ติดต่อกันนาน ๆ
ทำให้ต้องกินยาป้องกันการติดเชื้อราในปอดควบคู่ไปด้วย ค่าผลเลือดต่าง ๆ
ก็พังไปหมด ทั้งที่ออกกำลังกายและคุมอาหารอย่างดี
กินยาสม่ำเสมอในขนาดสูงสุด แต่ค่าไขมันเลวในเลือดก็สูงกว่าค่าปกติมาก ๆ
เป็นค่าไขมันที่ถ้าผมจะเป็นเส้นเลือดตีบก็ไม่น่าแปลกใจเลยครับ
นอกจากนี้ยังต้องกินยากันชักและยาชะลออาการสมองเสื่อมทุกวันเช้าเย็น
มีอาการปวดกระดูกซี่โครงที่ไม่รู้ว่ามะเร็งลุกลามไปกระดูกหรือเปล่า
ก่อนหน้านี้ผมจองตั๋วไปญี่ปุ่นเอาไว้ แต่จากอาการต่าง ๆ ที่เล่าไป
ทำให้ความหวังที่ผมจะได้ไปเที่ยวดูเป็นเรื่องตลกมาก ๆ เลยครับ 2
วันก่อนจะถึงวันบินไปญี่ปุ่น ผมยังแอดมิตอยู่ด้วยซ้ำ
แต่ผมก็พยายามเตรียมตัว เตรียมยา เขียนประวัติตัวเองอย่างดีที่สุด
เผื่อว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นที่นู่น
หมอญี่ปุ่นจะต้องน้ำตาไหลให้กับประวัติที่ผมเตรียมไว้ให้แน่ ๆ
(แต่ดีสุดคือไม่ต้องไปเจอเขานะ)
เหลือเชื่อมาก ๆ
ครับที่ผมได้ไปเดินกับพีมในสวนที่เต็มไปด้วยดอกซากุระ
ได้พาพีมไปดูภูเขาไฟฟูจิ ไปสูดอากาศสะอาด ไปกินอาหารอร่อย ได้ไปสวนสนุก
ได้ใส่ชุดกิโมโนคู่กัน และผมได้กินเนื้อโกเบ
ใช่ครับ ผมยังคงกินยามหาศาล นอนได้วันละ 2-3 ชั่วโมง ยังคงท้องผูกและต้องคอยสังเกตอาการตัวเองอย่างจริงจังตลอดเวลา
แต่ ผมก็ยังไปด้วยความหวัง ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
ทุกเช้าที่ผมตื่นขึ้นมา ทุกสิ่งที่ผมยังมองเห็น ทุกมื้อที่ผมได้กิน
ทุกที่ที่ผมได้ไป ทุกกิจกรรมที่ผมได้ทำมันโคตรพิเศษ
ทุกคนตรงหน้าคือคนสำคัญที่สุด ทุกวันที่ผมได้รับมา
ผมตั้งใจใช้มันเหมือนมันเป็นครั้งสุดท้าย
(เพราะมันอาจเป็นครั้งสุดท้ายของผมจริง ๆ)
ผมไม่รู้เลยว่า ผมจะตื่นมามองเห็นแบบนี้อยู่ไหม
ผมไม่รู้เลยว่า ผมจะมีโอกาสมาเที่ยวอีกไหม
ผมไม่รู้เลยว่า ผมจะเป็นคนครึ่งแรก หรือครึ่งหลัง
เมษายน 2566
เอาล่ะ ตอนนี้คือ 6 เดือน หลังจากวันที่ผมได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย
“ถ้ามันไม่ตอบสนองต่อการรักษาล่ะ”
“ถ้าโรคมันกำเริบ หรือโรคมันไม่สงบล่ะ”
นี่เป็นความกังวลที่ผมไม่สามารถพยายามทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของมันได้เลย
ผมทำได้แค่ดูแลร่างกายและจิตใจให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้
อดทนกับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต แล้วหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ทำได้แค่
หวัง จริง ๆ ครับ
ที่ผ่านมาผมเจอความผิดหวังเยอะเหมือนกันครับ ใช้พลังใจเยอะมาก ๆ
ในการกลับมาสู้ต่อ แต่ผมก็กอดความหวังนั้นไว้
เพราะมันดูเป็นสิ่งเดียวที่ผมมี
ผมก็ไม่รู้อะไรเกิดก่อนกันนะครับ เพราะมีชีวิตจึงมีความหวัง หรือเพราะมีความหวังจึงมีชีวิต
ผมบอกกับพีมในวันที่กำลังไปทำการตรวจติดตามที่ 6 เดือนว่า
“ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง เค้าจะยังไม่ตายทันทีที่รู้ผล
เย็นนี้เราจะยังไปกินข้าวอร่อย ๆ กันเหมือนเดิม”
ผมได้ทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ทรวงอกและช่องท้อง
รวมถึงตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง และผลการติดตามที่ 6 เดือนคือ
ก้อนที่ปอดขวายุบลงไปครึ่งหนึ่งจากของเดิม ก้อนเล็ก ๆ
ที่ปอดซ้ายหายไปเกือบหมด ก้อนในสมองทุกก้อนยังอยู่ แต่ถือว่าสงบ
ไม่มีก้อนขึ้นใหม่ที่อวัยวะอื่น ไม่มีการกระจายไปที่กระดูก ตับ ไต ปอด
หรือต่อมน้ำเหลือง
มีเพียงก้อนที่เยื่อหุ้มปอดที่โตขึ้นไปกดกระดูกซี่โครงทำให้มีอาการปวด
ซึ่งสามารถทำการฉายแสงเฉพาะจุดที่ก้อนได้
ผมได้เป็น “คนครึ่งหลัง” แล้วครับ
กลุ่มคนที่สถิติจากวิจัยบอกไม่ได้แล้วว่าจะอยู่ไปอีกนานเท่าไร
และตัวเลขที่น่าสนใจต่อไปคือ สัดส่วนผู้ที่รอดชีวิตที่ 5 ปี อยู่ที่ประมาณ
20% ผมหวังให้เป็นผมนะ
ถ้าจะให้สรุปบทเรียนจากน้องมะเร็งในช่วงที่อยู่ด้วยกันมาคงได้ว่า
“ชีวิตไม่แน่นอน สุดท้ายเราทุกคนจะต้องตาย อยู่กับปัจจุบัน
ใช้แต่ละวันให้เหมือนวันสุดท้าย ถ้ามีอะไรที่ทำเพื่อคนอื่นได้
ก็แบ่งปันความโชคดีให้เขาบ้าง และไม่ว่าชีวิตจะเลวร้ายแค่ไหน
อย่าหมดหวังกับชีวิตเด็ดขาด”
วันหยุดสงกรานต์แบบนี้ หลาย ๆ
ท่านอาจจะกำลังใช้ช่วงวันหยุดให้รางวัลตัวเองด้วยการเดินทางท่องเที่ยว
หลายท่านคงมีโอกาสกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวหรือคนรัก
ขอให้ทุกท่านใช้เวลาตรงหน้าให้เต็มที่ครับ ให้เหมือนกับเป็นวันสุดท้าย
เพราะเราไม่รู้จริง ๆ ครับ ว่าสงกรานต์ปีหน้าจะเป็นอย่างไร
เราจะยังได้เจอกันไหม
ผมขอตัว ไปทานข้าวกับที่บ้านก่อนนะครับ สวัสดีวันสงกรานต์ครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก สู้ดิวะ
