โซเชียลรุมแฉ นักกิจกรรมการเมือง ล่วงละเมิดทางเพศ-มีเซ็กส์ไม่ใส่ถุง ให้ผู้หญิงกินยาคุมฝ่ายเดียว ซัด ปล่อยคนแบบนี้ยิ่งจะเสียขบวนประชาธิปไตย
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 โลกออนไลน์มีการพูดถึงพฤติกรรมของนักกิจกรรมรายหนึ่ง เป็นเรื่องราวของนักกิจกรรมรายหนึ่งที่เคยต้องคดี ม.112 เมื่อครั้งเป็นเยาวชนอายุ 16 ปี จนต้องขึ้นศาลเยาวชน ซึ่งนักกิจกรรมรายดังกล่าวได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ออกมายอมรับว่า ตนเองได้กระทำการที่ละเมิด และไม่ได้รับการยินยอมจากคู่กรณี ตนรู้สึกผิดมาก และขอโทษแล้ว ไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ
“ขอยืนยันที่จะเคลื่อนไหวต่อไปพร้อมกับปรับปรุงและแก้ไขตัวผมเองและพร้อมที่จะรับฟังคำอบรมในเรื่องเพศจากทุกคน”
ขณะที่ในทวิตเตอร์ก็มีการออกมาแฉพฤติกรรมของนักกิจกรรมรายนี้
ระบุว่าเป็นการโหนอุดมการณ์ประชาธิปไตยในการล่วงละเมิดทางเพศคนอื่น
ซึ่งแฟนเก่าหลายคนของนักกิจกรรมรายนี้ออกมาเล่าพฤติกรรมต่าง ๆ
ขอมีเซ็กส์ ถ้าปฏิเสธก็โน้มน้าวจนกว่าจะยอม-ขอถอดถุงยางอนามัยระหว่างมีเซ็กส์ บอกฝ่ายหญิงกินยาคุมแล้วไม่เป็นอะไรหรอก
หนึ่งในแฟนเก่าของนักกิจกรรมรายนี้เล่าว่าตนกินยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาอาการป่วย
ไม่ได้กินเพื่อคุมกำเนิด แต่อีกฝ่ายไม่แคร์ความรู้สึกอะไรเลย
ทั้งที่เครียด แพนิก กังวลเรื่องท้อง มีเซ็กส์เสร็จก็ออกไปม็อบต่อ
คบกันก็ชอบบงการ มีพฤติกรรมแบบชายเป็นใหญ่ ถูกด้อยค่า
โดนกดขี่ทั้งร่างกายและจิตใจ
เรียกร้องให้คนเท่ากัน
แต่ตัวเองยังกดขี่เพศหญิงอยู่เลย
เรียกร้องให้หยุดเคลื่อนไหวประชาธิปไตยแล้วมารับผิดชอบการกระทำของตัวเอง
แฟนเก่าหลายคนออกมาบอกว่าถูกกดขี่ทั้งทางคำพูดและจิตใจ เช่น
– ผู้หญิงแบบเธอหาไม่ยากหรอกปัดทินเดอร์ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เจอ
– ทำไมมันหลวมจังล่ะ ?
– ในเมื่อเราเป็นคนจ่ายค่าห้องเธอก็ต้องเป็นคนทำความสะอาดห้องสิ ทำไมเราต้องทำล่ะ ?
– นอนอยู่เฉยๆ ทำงานบ้าน จะไปเหนื่อยอะไร ?
– เคยขอให้ซื้อถุงยางอนามัยบ้าง เพราะไม่อยากกินยาคุมฝ่ายเดียว
เจอตอบกลับว่า “ซื้อถุงยางแพงกว่ากินยาคุมอีก ก็กินให้มันจบ ๆ ไป
มันถูกกว่า”
“ตลอดระยะเวลาที่คบกันมา
เขาพยายามโน้มน้าวให้เรามีเซ็กส์ โดยการกดดันจนกว่าเราจะยอมทำ
แล้วปากก็จะพร่ำบอกว่า ไม่โอเคไม่ต้องมีก็ได้ แต่การกระทำมันไม่เคยใช่เลย
ตลอดระยะเวลาที่เราคบกับเขา เราเหมือนแม่บ้าน
คอยตามล้างตามเช็ดให้ในเกือบทุกเรื่อง”
ซัด คดีทางการเมืองไม่ใช่ใบเบิกทางให้ทำพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศใคร ถ้ารู้สึกผิดจริงต้องไปขอโทษเหยื่อทุกคน
คนที่ออกมาแฉนักกิจกรรมรายนี้ระบุว่าถ้าหากใครบอกว่าออกมาแฉแบบนี้แล้วจะเสียขบวน
ก็ขอบอกเลยว่าการปล่อยคนแบบนี้ให้อยู่ในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยนี่แหละเรียกว่าเสียขบวน
ทั้งที่เรียกร้องเพื่อความเท่าเทียม แต่คนในขบวนยังกดขี่ทางเพศ
ใช้ความรุนแรงทางเพศ คำพูด และทำร้ายจิตใจคนอื่น
แม้ว่าจะมีคดีทางการเมืองที่ต่อสู้มา แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการละเมิดคนอื่น
