ตอนโกหกเอาตัวรอดตอนพยายามแก้ตัวน้ำขุ่นๆตอนแกล้งพูดไม่รู้เรื่องเพื่อเอาชนะ เป็นต้นเหตุของ ‘จิตเพี้ยน’ ที่ชัดที่สุดกล่าวคือ คุณยังพอมีสติรู้ทั้งรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่ก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ใช้กำลังกาย กำลังสมองกดความรู้ตามจริงหลอกตัวเอง หลอกคนอื่นด้วยความหวังเฉพาะหน้าเมื่อไม่สนความจริงสนแต่สิ่งที่อยากได้ จะมีความเอาแต่ใจ เอาแต่อารมณ์ก่อตัวขึ้นทีละครั้ง ทีละหนแรงบ้าง แผ่วบ้าง ตามระดับความจงใจดัดแปลงความจริงเหตุผลและข้อเท็จจริงต่างๆแผ่วเลือนจากใจไปเรื่อยๆกระทั่งบางคนไปถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่รู้สึกเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยม่านหมอกไม่สามารถเห็นอะไรไกลเกินกำแพงอารมณ์คือ จะเห็นอะไรจริงได้ก็ต่อเมื่อความจริงนั้นสนองอารมณ์ตัวเองได้
โกหกหนึ่งครั้ง คือสร้างความบิดเบี้ยวให้กับจิตหนึ่งหน สังเกตดูก็ได้เวลาพูดปดแบบรู้ทั้งรู้ว่าเรื่องไม่จริง พูดเสร็จให้ดูเข้ามาในใจตัวเอง จะเห็นความฟุ้งซ่านจับไม่ติด หรือหากมีพื้นฐานเป็นผู้ทรงสติเป็นเยี่ยมอย่างน้อยที่สุด จะเห็นความเย็นชาของจิตมีความรู้สึกอยากเย้ยโลก และเห็นว่าการสร้างข้อมูลเท็จได้แนบเนียนคืออำนาจที่แท้จริงยิ่งความจริงถูกบิดเบือนให้เพี้ยนมากเท่าใดจิตวิญญาณของผู้บิดเบือนยิ่งเพี้ยนมากเท่านั้นพูดง่ายๆ ยิ่งโกหกบ่อยเท่ากับยิ่งออกแรงดัดจิตให้ผิดรูปดัดเอง เพี้ยนเอง
แต่เมื่อใดความจริงตรงหน้าไม่อาจสมอารมณ์ ไม่อาจได้ดังใจภาพความจริงทั้งหมดจะเลือนหาย กลายเป็นสิ่งที่อยู่นอกกำแพงถูกกำแพงอารมณ์บดบังไม่ให้เห็นในทันทีเมื่อสมองเข้าโหมดการทำงานแบบเห็นเพี้ยนก็จะเป็นพวกพูดโพล่งตามอารมณ์หรือพูดอะไรแปลกๆ แบบที่คนอื่นงงว่าเมื่อกี๊พูดรู้เรื่องเหมือนคนปกติอยู่ดีๆทำไมตอนนี้พูดเพี้ยนแบบคนบ้าไปได้และไม่ใช่เพี้ยนแบบทีเล่นทีจริงแต่เพี้ยนแบบเอาจริง ทึกทักไปเองทั้งเพ เหลือเชื่อว่าคิดไปไกลได้ขนาดนั้น ซึ่งวาระนั้นแหละเป็นช่วงสาธิต ‘จิตเพี้ยน’ ได้ดีที่สุด คนอื่นเห็น แต่ตัวเองไม่เห็นเพราะหลอกตัวเอง ปิดบังความจริงตัวเองมิดแล้ว
พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ให้เห็นว่าโดยธรรมชาติของจิตที่จะอยู่ได้เป็นปกติไม่มีความเดือดร้อน และพร้อมจะไปดีต้องเป็นจิตที่ไม่ดัดความจริงให้เพี้ยนซึ่งจุดเริ่มต้นก็ได้แก่การตั้งใจจริงที่จะเอาความจริงมาพูดอย่าพูดทั้งรู้ว่าไม่จริงแล้วสติรู้ตามจริงจะยังคงติดอยู่กับตัวต่อไป!
ขอบคุณเจ้าของบทความ : คุณดังตฤณ
