
ใครไม่ควรกิน “เสาวรส” ได้ฉายา ราชาแห่งน้ำผลไม้ แต่ไม่ได้เหมาะกับสุขภาพทุกคน
เสาวรส เป็นผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานที่หลายคนชอบนำมาคั้นเป็นน้ำ หรือรับประทานสดพร้อมเมล็ด นอกจากกลิ่นหอมและรสชาติสดชื่นแล้ว เสาวรสยังมีใยอาหาร วิตามินซี วิตามินเอ และแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
อย่างไรก็ตาม แม้เสาวรสจะเป็นผลไม้ที่คนส่วนใหญ่รับประทานได้อย่างปลอดภัย แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ควรระมัดระวัง
ประโยชน์ของเสาวรส
1. ใยอาหารสูง ช่วยระบบขับถ่าย
หนึ่งในจุดเด่นของเสาวรสคือมีใยอาหารค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อรับประทานเนื้อและเมล็ดร่วมกัน ใยอาหารช่วยเพิ่มกากอาหาร ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยให้อิ่มนานขึ้นได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ปกติรับประทานใยอาหารน้อย หากกินเสาวรสในปริมาณมากทันที อาจมีอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือถ่ายมากขึ้นได้ จึงควรเพิ่มปริมาณอย่างค่อยเป็นค่อยไป
2. มีวิตามินซี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
เสาวรสมีวิตามินซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายต้องใช้ในการสร้างคอลลาเจน ช่วยในการสมานแผล และมีบทบาทต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารจากพืชได้อีกด้วย
3. มีเบตาแคโรทีนและวิตามินเอ
เสาวรสมีแคโรทีนอยด์ เช่น เบตาแคโรทีน ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ วิตามินเอมีบทบาทต่อการมองเห็น สุขภาพของผิวหนัง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
4. มีโพแทสเซียม ช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท
โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และหัวใจ เสาวรส 100 กรัมมีโพแทสเซียมประมาณ 348 มิลลิกรัม จึงนับเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ช่วยเพิ่มโพแทสเซียมจากอาหารได้
อย่างไรก็ตาม จุดเด่นนี้ก็เป็นเหตุผลที่ผู้ป่วยโรคไตบางรายต้องระวัง เพราะเมื่อไตขับโพแทสเซียมได้ไม่ดี ระดับโพแทสเซียมในเลือดอาจสูงเกินไปได้
5. มีสารต้านอนุมูลอิสระจากพืช
เสาวรสมีสารจากพืชหลายชนิด เช่น โพลีฟีนอลและแคโรทีนอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม การรับประทานเสาวรสควรถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่หลากหลาย ไม่ใช่อาหารที่ใช้รักษาหรือป้องกันโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ
ใครไม่ควรกินเสาวรส หรือควรกินอย่างระมัดระวัง?
1. ผู้ที่เคยแพ้เสาวรส
ผู้ที่เคยรับประทานเสาวรสแล้วเกิดอาการคันในปาก ลมพิษ ริมฝีปากหรือลิ้นบวม แน่นคอ หายใจติดขัด หรือมีอาการแพ้รุนแรง ควรหลีกเลี่ยงเสาวรส และหากมีอาการหายใจลำบาก หน้ามืด หรือบวมบริเวณคอ ควรไปโรงพยาบาลทันที
2. ผู้ที่แพ้ยางธรรมชาติ
งานวิจัยพบว่า เสาวรสสามารถเกิดการแพ้ข้ามกับยางธรรมชาติได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาวะที่เรียกว่า latex-fruit syndrome เนื่องจากโปรตีนบางชนิดในผลไม้มีโครงสร้างคล้ายสารก่อภูมิแพ้ในยางธรรมชาติ
ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่แพ้ลาเท็กซ์จะต้องแพ้เสาวรส แต่หากเคยแพ้ยางธรรมชาติรุนแรง หรือเคยมีอาการแพ้ผลไม้หลายชนิด เช่น กล้วย อะโวคาโด กีวี หรือมะละกอ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
3. ผู้ป่วยโรคไตที่แพทย์สั่งให้จำกัดโพแทสเซียม
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังบางรายไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายได้ตามปกติ หากระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง แพทย์หรือนักกำหนดอาหารอาจแนะนำให้จำกัดอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงหรือควบคุมปริมาณต่อมื้อ
อย่างไรก็ตาม คนเป็นโรคไตไม่ได้ห้ามกินเสาวรสทุกคน เพราะผู้ป่วยบางรายมีโพแทสเซียมปกติหรืออาจต่ำได้ด้วย ควรพิจารณาจากผลเลือด ระยะของโรคไต และคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์เป็นหลัก
นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง หรือ Hyperkalemia ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มอาหารที่มีโพแทสเซียมในปริมาณมาก เพราะระดับโพแทสเซียมที่สูงผิดปกติสามารถส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจได้
หากแพทย์เคยแจ้งให้ควบคุมโพแทสเซียม ไม่ควรเพิ่มผลไม้หรืออาหารเสริมที่มีโพแทสเซียมมากโดยไม่ปรึกษาแพทย์ และไม่ควรหยุดยาที่ได้รับอยู่ด้วยตัวเอง
4. ผู้ที่มีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร
คนที่เป็นโรคกระเพาะ กระเพาะอักเสบ หรือกรดไหลย้อน ไม่ควรทานตอนท้องว่าง และควรเคี้ยวเมล็ดหรือปั่นให้ละเอียดก่อนกลืน หรือแยกเมล็ดออกเพื่อลดการระคายเคือง
คนเป็นเบาหวานกินเสาวรสได้ไหม?
ผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้จำเป็นต้องงดเสาวรส เพราะผลสดมีใยอาหารสูง ซึ่งช่วยชะลอการย่อยและการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตได้ แต่ยังต้องคำนึงถึงปริมาณที่รับประทานและคาร์โบไฮเดรตรวมในแต่ละมื้อ
แม้จะเป็นผลไม้ดัชนีน้ำตาลต่ำ Low GI แต่ก็ยังมีน้ำตาลฟรุกโตส แนะนำให้ทานไม่เกินวันละ 2 ลูก (ประมาณ 1 ส่วนผลไม้) เพื่อไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป
สิ่งที่ควรระวังมากกว่าคือ น้ำเสาวรสที่เติมน้ำตาล น้ำเชื่อม หรือนมข้นหวาน เพราะสามารถเพิ่มน้ำตาลและพลังงานได้มากกว่าการรับประทานผลสด หากต้องการดื่มเป็นน้ำควรลดหรือหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล
กินเมล็ดเสาวรสได้ไหม?
เมล็ดเสาวรสสามารถรับประทานได้ และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มใยอาหารในมื้ออาหาร ไม่จำเป็นต้องกรองเมล็ดออกสำหรับคนทั่วไป เว้นแต่มีปัญหาทางเดินอาหารหรือแพทย์แนะนำให้จำกัดอาหารที่มีกากใยสูง
ควรหลีกเลี่ยงเสาวรสที่ยังดิบจัด
เสาวรสมีสารธรรมชาติในกลุ่ม cyanogenic glycosides ซึ่งพบมากกว่าในผลที่ยังอ่อนหรือยังไม่สุก สารดังกล่าวสามารถเกี่ยวข้องกับการเกิดไซยาไนด์ได้หากได้รับในปริมาณสูง ส่วนเสาวรสที่สุกตามปกติสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่
ดังนั้น ควรเลือกรับประทานเสาวรสที่สุกแล้ว โดยสังเกตจากเปลือกที่เริ่มเหี่ยว และเน้นรับประทานเนื้อกับเมล็ดด้านใน ไม่ควรนำเปลือกดิบหรือส่วนอื่นของพืชมารับประทานเองโดยไม่ทราบวิธีเตรียมที่เหมาะสม
เสาวรสควรกินวันละเท่าไร?
สำหรับคนสุขภาพดี ไม่มีตัวเลขเฉพาะว่าต้องกินเสาวรสกี่ลูกต่อวัน สิ่งสำคัญคือกินในปริมาณพอเหมาะและสลับกับผลไม้ชนิดอื่น เพราะไม่มีผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ให้สารอาหารครบทั้งหมด
หากรับประทานในรูปน้ำเสาวรส ควรระวังน้ำตาลที่เติมเพิ่ม เพราะเครื่องดื่มเสาวรสบางสูตรสามารถมีน้ำตาลสูงกว่าการกินเนื้อผลไม้โดยตรง และยังสูญเสียประโยชน์จากใยอาหารบางส่วนหากกรองกากออก
