
เก็บเกือบ 40 ปี! “เซี่ย ชางถิง” ผ่าหินไต้หวันบลูแซฟไฟร์ 30 กก. ลุ้นเปิดเนื้อใน ผู้เชี่ยวชาญเห็นแล้วเสียดาย
เซี่ย ชางถิง ประธานสมาคมไต้หวัน-ญี่ปุ่น เปิดประสบการณ์สุดลุ้น หลังนำหินดิบ “ไต้หวันบลูแซฟไฟร์” ที่เก็บสะสมมานานเกือบ 40 ปี ไปผ่าดูเนื้อด้านในในช่วงวันหยุดเทศกาลไหว้พระจันทร์ หินก้อนนี้มีน้ำหนักราว 30 กิโลกรัม และถูกเก็บไว้ที่บ้านมานานหลายสิบปี ก่อนเจ้าตัวจะตัดสินใจนำไปโรงงานในจงลี่เพื่อดูว่า ภายในก้อนหินขนาดใหญ่จะซ่อนอะไรเอาไว้
เมื่อเริ่มผ่าหิน ช่างตัดถึงกับชมว่าเนื้อด้านในที่ปรากฏออกมาหลังการตัดครั้งแรกดูสวย และมองว่าสามารถนำไปทำเป็นเครื่องประดับได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกำไล แหวนแบบหัวพลอย หรือจี้สร้อยคอ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีที่อยู่ในเหตุการณ์กลับมองอีกมุม พร้อมบอกว่าน่าเสียดายที่ยังไม่พบเนื้อสีน้ำเงินแบบโปร่งใสในระดับที่เรียกว่า “แก้ว” หรือ “น้ำแข็ง”
หินก้อนนี้อยู่กับเจ้าของมานานเกือบ 40 ปี
เซี่ย ชางถิง เล่าว่า เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ระหว่างเดินทางไปเที่ยวบริเวณไถตง เขาได้ซื้อหินดิบก้อนใหญ่จากพื้นที่ใกล้ภูเขาตูหลัน โดยตอนนั้นหินมีน้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม หลังจากซื้อมา เขาเคยคิดว่าจะนำไปแกะสลักเป็นรูปพระโพธิสัตว์กวนอิม แต่เพื่อนกลับแนะนำว่าไม่ควรทำเช่นนั้น
เหตุผลคือพื้นที่ภูเขาตูหลันมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการขุดหาและเก็บแร่หรือหยก การมีหินดิบก้อนใหญ่เช่นนี้จึงถือเป็นสิ่งที่น่าเก็บรักษาไว้มากกว่านำไปแกะสลักจนเสียรูปเดิม เพื่อนจึงโน้มน้าวให้เขาเก็บหินก้อนนี้เอาไว้ และสุดท้ายมันก็ถูกเก็บอยู่เช่นนั้นมาเกือบ 40 ปี
เวลาผ่านไป หินก้อนใหญ่ถูกวางอยู่บริเวณมุมบ้านเป็นเวลานาน จนช่วงหลังเจ้าตัวสังเกตเห็นว่ารอยแตกร้าวบนพื้นผิวดูเหมือนจะขยายมากขึ้น อาจเกี่ยวข้องกับการที่หินไม่ได้รับการดูแลหรือบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมมาเป็นเวลานาน ความสงสัยจึงเพิ่มขึ้นว่า หากยังปล่อยทิ้งไว้อีกต่อไปอาจไม่มีโอกาสได้เห็นเนื้อด้านในของหินก้อนนี้
ผ่าหินครั้งแรก ลุ้นเหมือน “พนันด้วยมีด”
เมื่อถึงโรงงานในเมืองจงลี่ เซี่ย ชางถิง เปรียบบรรยากาศตอนรอผ่าหินกับฉากที่มักเห็นในโลกออนไลน์ ซึ่งการตัดหินเพียงครั้งเดียวอาจเป็นตัวตัดสินว่าภายในมีของมีค่าซ่อนอยู่หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเขาซื้อหินก้อนนี้มานานหลายสิบปีแล้ว จึงไม่ได้มีความคาดหวังเรื่องกำไรหรือขาดทุนมากนัก และบอกว่าแทบไม่รู้สึกกังวลระหว่างรอผล
หลังใช้เวลาจัดการอยู่พักใหญ่ การตัดครั้งแรกก็เผยให้เห็นเนื้อด้านใน ช่างตัดหินมองว่าเนื้อที่ปรากฏออกมาค่อนข้างสวย และแนะนำว่าสามารถนำไปออกแบบเป็นเครื่องประดับได้หลายประเภท ทั้งกำไล แหวนแบบหัวพลอย หรือจี้สร้อยคอ
แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีที่อยู่ในสถานที่เดียวกัน กลับยังรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรให้ค้นหามากกว่านั้น เพราะจากการส่องดูอย่างละเอียด ยังไม่พบส่วนที่มีลักษณะโปร่งใสเป็นพิเศษแบบ “เนื้อแก้ว” หรือ “เนื้อน้ำแข็ง” ซึ่งเป็นลักษณะที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสนใจในหินคุณภาพสูง
ยังไม่หมดหวัง ตัดอีกครั้งจนกลายเป็น 2 ใหญ่ 1 เล็ก
หลังจากเห็นเนื้อด้านในแล้ว เซี่ย ชางถิง ตัดสินใจให้ช่างผ่าเพิ่มเติมอีกหนึ่งครั้ง เพื่อสำรวจหินให้ละเอียดกว่าเดิม สุดท้ายหินก้อนใหญ่ที่เก็บรักษามานานหลายสิบปีถูกแบ่งออกเป็น 3 ชิ้น ได้แก่ ชิ้นใหญ่ 2 ชิ้น และชิ้นเล็กอีก 1 ชิ้น
อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวยังไม่ได้รีบนำหินไปแปรรูปเป็นเครื่องประดับทันที แต่เลือกนำทั้ง 3 ชิ้นกลับไปตั้งเป็นของตกแต่งภายในบ้านก่อน เพื่อใช้เวลาพิจารณาความสวยงามของเนื้อหิน และเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญหรือคนรอบตัวช่วยแนะนำว่าควรนำไปทำอะไรต่อ
สำหรับคนที่เก็บหินก้อนนี้มานานเกือบ 40 ปี การได้เห็นเนื้อด้านในด้วยตัวเองจึงอาจมีคุณค่ามากกว่าการรีบนำไปขายหรือแปรรูป เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เขาแทบไม่เคยรู้เลยว่าภายในหินดิบก้อนนี้มีลักษณะอย่างไร
“ไต้หวันบลูแซฟไฟร์” คืออะไร?
ข้อมูลจากภาควิชาธรณีศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ระบุว่า ไต้หวันบลูแชลซีโดนี (Taiwan Blue Chalcedony) เป็นหินที่มีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า “ไต้หวันบลูแซฟไฟร์” พบแหล่งสำคัญบริเวณแนวเทือกเขาชายฝั่งทางตะวันออกของไต้หวัน รวมถึงพื้นที่ตงเหอและกวนซานในเมืองไถตง
จุดเด่นของหินชนิดนี้คือสีฟ้าสดไปจนถึงสีฟ้าที่มีโทนเขียวเล็กน้อย รวมถึงเนื้อที่มีความโปร่งแสงและมีประกายเงา ทำให้เป็นที่สนใจของนักสะสม โดยหินชนิดนี้มีต้นกำเนิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน เมื่อสารละลายที่มีซิลิกาและมีอุณหภูมิต่ำเข้าไปเติมเต็มตามรอยแตกของหินอัคนี จนเกิดเป็นแร่ในเวลาต่อมา
เนื่องจากปริมาณของไต้หวันบลูแชลซีโดนีคุณภาพดีมีค่อนข้างจำกัด จึงมีความสนใจในกลุ่มนักสะสมและตลาดอัญมณี โดยเฉพาะชิ้นที่มีสีสวย เนื้อดี และมีความโปร่งแสงตามลักษณะที่ต้องการ
จากหินที่วางอยู่มุมบ้าน สู่การค้นพบที่รอคอยเกือบ 40 ปี
เรื่องราวของหินก้อนนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของมูลค่าหรือความสวยงามของอัญมณีเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการเก็บรักษาสิ่งหนึ่งไว้เป็นเวลานาน ก่อนจะตัดสินใจเปิดดูสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน หลังจากไม่เคยเห็นเนื้อด้านในมาตลอดเกือบ 40 ปี
แม้การผ่าครั้งแรกจะยังไม่พบเนื้อโปร่งใสในระดับที่ผู้เชี่ยวชาญคาดหวัง แต่ช่างยังมองว่าเนื้อหินมีความสวยและสามารถนำไปใช้ทำเครื่องประดับได้ ขณะที่เจ้าของเองก็ยังไม่ได้รีบตัดสินใจว่าจะนำหินทั้ง 3 ชิ้นไปทำอะไรต่อ
ตอนนี้หินที่เคยถูกเก็บไว้ในมุมบ้านมานานหลายสิบปีจึงกลายเป็นของตกแต่งชิ้นสำคัญ และอาจต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะได้เห็นว่า “ไต้หวันบลูแซฟไฟร์” ทั้ง 3 ชิ้น จะถูกเปลี่ยนเป็นอะไรต่อไป
