รู้จัก “พยาธิใบไม้ตับ” ภัยเงียบที่มากับอาหาร ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี ล่าสุดมหาสารคามตรวจสุขภาพนิสิตใหม่ พบยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูง
จังหวัดมหาสารคามประกาศวาระเร่งด่วน หลังผลการตรวจคัดกรองสุขภาพนิสิตใหม่ปี 2569 พบอัตราการติดเชื้อ “พยาธิใบไม้ตับ” สูงจนน่าตกใจ โดยในมหาวิทยาลัยมหาสารคามพบผู้ติดเชื้อสูงถึง 33% (4,233 คน) และมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามพบ 19% (380 คน) สร้างความกังวลว่าหากไม่เร่งแก้ไข เยาวชนกลุ่มนี้อาจเสี่ยงป่วยเป็น “มะเร็งท่อน้ำดี” ในอีก 15-20 ปีข้างหน้า
เปิดสาเหตุ: “กินดิบ” คือภัยเงียบ
นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ชี้ว่าต้นเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภค “ปลาร้าดิบ” หรืออาหารจากปลาน้ำจืดที่ปรุงไม่สุก ซึ่งมักปนเปื้อนไข่พยาธิใบไม้ตับ ทั้งนี้ทางจังหวัดเตรียมมาตรการด่วน ดังนี้:
-
รณรงค์ร้านอาหาร: เชิญชวนร้านส้มตำและร้านอาหารเข้าร่วมอบรม เพื่อให้ความรู้เรื่องการปรุงสุกที่ปลอดภัย
-
ตราสัญลักษณ์ “ปลาร้าสุก ปลอดภัย”: เตรียมให้ร้านอาหารที่ปรุงสุกถูกต้องติดป้ายรับรอง เพื่อเป็นทางเลือกสุขภาพให้กับนิสิตและประชาชน
-
มหกรรมคนอีสานรุ่นใหม่: เตรียมจัดงานอบรมในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อให้ความรู้เรื่องการป้องกันพยาธิแก่กลุ่มเยาวชน
พยาธิใบไม้ตับ ภัยร้ายที่มากับอาหาร
พยาธิใบไม้ตับไม่ได้ทำให้แค่ท้องอืดหรือเบื่ออาหารเท่านั้น แต่มันคือนักฆ่าเงียบที่อาศัยอยู่ในท่อน้ำดี
-
วงจรชีวิต: เริ่มจากไข่พยาธิปนเปื้อนในอุจจาระลงสู่แหล่งน้ำ – หอยกินเข้าไป – ตัวอ่อนว่ายไปไชเข้าใต้เกล็ดปลา (เช่น ปลาตะเพียน ปลาขาว) – คนกินปลาดิบ/สุกๆ ดิบๆ – พยาธิเจริญเติบโตในตับ
-
อาหารเสี่ยง: ก้อยปลา, ปลาส้ม, ปลาจ่อม, ปลาร้าดิบ, แจ่วบอง และอาหารที่ใส่ดินประสิวหรือหมักดอง (สารก่อมะเร็งไนโตรซามีน)
-
อาการเตือน: ท้องอืด, จุกเสียดใต้ชายโครงขวา, อ่อนเพลีย, ตัวเหลือง-ตาเหลือง (สัญญาณของท่อน้ำดีอุดตันหรือมะเร็งท่อน้ำดี)
5 วิธีป้องกันง่ายๆ
-
เลิกกินปลาดิบ: เปลี่ยนเป็นปลาปรุงสุก 100% เท่านั้น
-
เลี่ยงอาหารก่อมะเร็ง: ลดอาหารหมักดอง อาหารปิ้งย่างที่ใส่ดินประสิว หรืออาหารที่มีราขึ้น
-
กินครบ 5 หมู่: เน้นโภชนาการที่ดี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน
-
ลด ละ เลิก: เหล้าและบุหรี่ เพราะมีสารก่อมะเร็งจำนวนมาก
-
ขับถ่ายในส้วม: เพื่อตัดวงจรการแพร่กระจายของไข่พยาธิสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
การรักษาพยาธิใบไม้ตับทำได้ง่ายด้วยยา Praziquantel แต่อย่าลืมว่า “ยาดีแค่ไหนก็ไม่เท่าการปรับพฤติกรรม” เพราะถ้ายังกินดิบซ้ำ ก็มีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้เสมอ การเปลี่ยนวัฒนธรรมการกินคือทางรอดเดียวที่จะลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งท่อน้ำดีได้อย่างยั่งยืน
