เจาะใจนักโทษประหาร นักจิตวิทยาเผย 1 สิ่งที่ฆาตกรทุกคนมีเหมือนกัน ความจริงน่ากลัวที่หลายคนคาดไม่ถึง
ปัจจุบันมีนักโทษประหารประมาณ 2,100 คนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่ถูกตัดสินความผิดในข้อหาฆาตกรรมฉกรรจ์ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่พวกเขามีร่วมกัน
ดร. บิล คิมเบอร์ลิน (Dr. Bill Kimberlin) นักจิตวิทยาคลินิกผู้เคยนั่งคุยกับฆาตกรต่อเนื่องชื่อดังอย่าง ‘BTK’ (เดนนิส เรเดอร์) และ แซมมวล ลิตเติล เผยว่า มีลักษณะร่วมอีกอย่างหนึ่งที่นักโทษทุกคนมีเหมือนกัน และมันเป็นสิ่งที่เราส่วนใหญ่คาดไม่ถึง
จุดเริ่มต้นของดร. คิมเบอร์ลิน เกิดจากการไปเยือนเรือนจำนักโทษประหารในรัฐโอไฮโอ และในการไปเยือนครั้งที่สาม นักโทษคนหนึ่งได้เอ่ยปากชวนเขาให้ไปร่วมดูการประหารชีวิต ซึ่งเขาก็ตอบรับ นับตั้งแต่นั้นมา นักโทษคนอื่น ๆ ก็เริ่มติดต่อหาเขาเพื่อขอให้ไปร่วมรับรู้ในวาระสุดท้ายของพวกเขาเช่นกัน จากการไปเยือนเพียงไม่กี่ครั้ง จึงกลายเป็นงานวิจัย การสัมภาษณ์ และการลงพื้นที่ยาวนานหลายปี ทำให้ดร. คิมเบอร์ลิน รู้จักตัวตนของนักโทษเหล่านี้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน: “พวกเขาปกติอย่างน่ากลัว”
หากตัดเรื่องพฤติกรรมการฆ่าและคดีอาชญากรรมที่พวกเขาทำออกไป ดร. คิมเบอร์ลิน เผยกับสื่อ UNILAD ว่า สิ่งที่ทุกคนมีร่วมกันคือ “พวกเขาทุกคนดูปกติอย่างน่ากลัว”
“พวกเขาไม่ได้เดินไปไหนมาไหนโดยมีคำว่า ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ สักอยู่บนหน้าผาก” เขาอธิบาย “ซึ่งก็เมคเซนส์ เพราะพวกเขาปรับตัวและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ดีมาก ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขากำลังพุ่งเป้าไปที่คนกลุ่มไหน”
ดร. คิมเบอร์ลิน เล่าว่าภาพในความเป็นจริงไม่ได้เหมือนในทีวี เวลาเขาใช้เวลาร่วมกับนักโทษ จะไม่มีการใส่กุญแจมือหรือตรวนใด ๆ แน่นอนว่าในฐานะนักจิตวิทยา เขาย่อมรู้ดีว่ากำลังคุยอยู่กับใครและมีประวัติอย่างไร แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่รู้มาก่อน จะไม่มีทางดูออกเลยว่าคนตรงหน้าทำความผิดอะไรมา
“พวกเขานำเสนอตัวเองในแบบที่ถ้าคุณไม่รู้ล่วงหน้าว่ากำลังรับมือกับฆาตกรหมู่หรือฆาตกรต่อเนื่อง คุณจะไม่มีวันรู้เลย” ดร. คิมเบอร์ลิน เสริมว่าทุกคนที่เขาคุยด้วย “สื่อสารเก่ง” และ “ให้เกียรติเขามาก”
เมื่อพวกเขารักษาความสัมพันธ์และทำดีต่อเขา ดร. คิมเบอร์ลิน ก็ให้เกียรติตอบแทนเช่นกัน “พวกเขาคือคนตัดสินว่าผมจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยไหม ดังนั้นผมจึงตระหนักอยู่เสมอว่าผมอยู่ในบ้านของพวกเขา และต้องเล่นตามกฎของพวกเขา”
ด้วยเหตุนี้ นักโทษประหารจึงยอมเปิดใจเล่าทุกอย่างให้เขาฟังอย่างหมดเปลือก ตั้งแต่การสารภาพคดีอื่น ๆ ที่ไม่มีใครรู้ ไปจนถึงขอให้เขาไปเป็นพยานในพิธีประหารชีวิต
wildbluepress.comดร. บิล คิมเบอร์ลิน (Dr. Bill Kimberlin) นักจิตวิทยาคลินิกผู้
นักโทษประหาร “สมควรได้รับ” อาหารมื้อสุดท้ายไหม?
พิธีกรรมอาหารมื้อสุดท้ายเป็นสิ่งที่หลายคนหลงใหลและตั้งคำถาม แท้จริงแล้วมันไม่ได้มีไว้เพื่อปลอบประโลมอาชญากร แต่มีไว้เพื่อแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจและความมีอารยะของมนุษย์ก่อนการประหารชีวิต
หลังจากใช้เวลาคลุกคลีในแดนประหารมานาน ดร. คิมเบอร์ลิน เห็นด้วยกับการมอบอาหารมื้อสุดท้ายนี้ไหม? เขาตอบกับ UNILAD ว่า “ผมไม่คัดค้านเรื่องอาหารมื้อสุดท้ายเลยแม้แต่น้อย”
“ผมคิดว่า ในเมื่อคุณกำลังจะลงทัณฑ์ขั้นสูงสุดด้วยการพรากชีวิตของเขาไป… กะอีแค่จัดอาหารมื้อสุดท้ายให้มันจะเป็นอะไรไป?”
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าครอบครัวของเหยื่อคงไม่ได้คิดแบบนี้ “มันง่ายสำหรับผมที่จะพูดแบบนั้นจากมุมมองคนนอก คนเหล่านี้ไม่เคยทำอะไรไม่ดีกับผม ไม่เคยทำร้ายผม ครอบครัว หรือเพื่อนของผม ดังนั้นผมจึงพูดแทนครอบครัวเหยื่อที่ต้องทนทุกข์ทรมานมาอย่างยาวนานไม่ได้ ผมแน่ใจว่าพวกเขาคงไม่อยากให้ฆาตกรมีความสุขกับสิ่งใดเลย นับประสาอะไรกับอาหารมื้อสุดท้าย”
เขากล่าวเสริมว่า ช่วงเวลาเฉลี่ย 22 ปีที่นักโทษรอคอยการประหาร ทำให้ครอบครัวเหยื่อไม่สามารถก้าวผ่านความสูญเสียได้ (Closure) เพราะต้องทนเห็นเรื่องราวหลอนใจนี้วนเวียนกลับมาในทุก ๆ กระบวนการอุทธรณ์ “ผมมั่นใจว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากอาชญากรรมเหล่านั้น จะต้องมีความเห็นที่ต่างจากผมอย่างสิ้นเชิง”
จุดเปลี่ยนในเท็กซัส: เมนูประชดของฆาตกรใจเหี้ยม
สิทธิ์ในการขอ “อาหารมื้อสุดท้าย” อะไรก็ได้ตามใจปรารถนา ยังคงมีอยู่ซะส่วนใหญ่ในรัฐที่โทษประหารยังถูกกฎหมาย แต่บางรัฐก็มีข้อจำกัด โดยเฉพาะ “รัฐเท็กซัส” ที่สั่งยกเลิกสิทธิ์นี้ไปโดยสิ้นเชิง
ชนวนเหตุเกิดจากพฤติกรรมของ ลอว์เรนซ์ รัสเซล บรูว์เวอร์ (Lawrence Russell Brewer) ฆาตกรกลุ่มเหยียดสีผิวหัวรุนแรง (White Supremacist) ที่ถูกจำคุกในช่วงปลายยุค 90s จากคดีร่วมกันฆาตกรรม เจมส์ เบิร์ด เจเนียร์ (James Byrd Jr.) อย่างทารุณ
ก่อนถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษในเดือนกันยายน 2011 บรูว์เวอร์ได้สั่ง “บุฟเฟต์มื้อสุดท้าย” ชุดใหญ่ราวจักรพรรดิ ประกอบไปด้วย
-
สเต็กไก่ทอด, กระเจี๊ยบเขียวทอดพร้อมซอสมะเขือเทศ, ไข่เจียวชีสใส่เนื้อบด พริกฮาลาปิโนและพริกหยวก
-
ทริปเปิ้ลเบคอนชีสเบอร์เกอร์ (เนื้อ 3 ชิ้น), ฟาฮิต้า 3 ชิ้น, บาร์บีคิวหนัก 1 ปอนด์ (ครึ่งกิโลกรัม) พร้อมขนมปังขาวครึ่งแถว
-
พิซซ่าหน้ามีทเลิฟเวอร์ถาดใหญ่
-
ไอศกรีมวานิลลา Blue Bell 1 พินต์, ฟัดจ์เนยถั่วโรยถั่วลิสงบด 1 ชิ้นใหญ่ และรูทเบียร์อีก 3 กระป๋อง
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่จัดเตรียมอาหารสุดอลังการนี้มาวางตรงหน้า บรูว์เวอร์กลับพูดหน้าตาเฉยว่า “ผมไม่หิว” และไม่ยอมแตะต้องอาหารเลยแม้แต่คำเดียว เจตนาเพื่อกวนประสาทและประชดระบบยุติธรรม
เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ จอห์น วิตไมเออร์ (John Whitmire) สมาชิกวุฒิสภารัฐเท็กซัส สั่งแบนธรรมเนียม “อาหารมื้อสุดท้าย” ทันที และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ไม่มีนักโทษประหารรายใดในรัฐเท็กซัสที่ได้รับอภิสิทธิ์นี้อีกเลย โดยจะได้กินเพียงอาหารมื้อปกติของเรือนจำเท่านั้น
