In Thailand

รู้หรือไม่? “ไก่ส่วนนี้” คอเลสเตอรอลสูงกว่ามันหมู 5 เท่า กินมากไปเสี่ยงโรคหลอดเลือด!

รู้หรือไม่? “ไก่ส่วนนี้” คอเลสเตอรอลสูงกว่ามันหมู 5 เท่า กินมากไปเสี่ยงโรคหลอดเลือด!
Written by Thailand News


เผยอวัยวะไก่ 1 ส่วน มีคอเลสเตอรอลสูงกว่ามันหมูเกือบ 5 เท่า! อร่อยแค่ไหนก็ต้องจำกัดปริมาณ

ประโยชน์ล้นแต่โทษก็มี! เจาะลึก “ตับไก่” ราชาโฟเลตสูงปรี๊ด แต่ทำไมผู้สูงอายุและคนท้องต้องระวังในการกิน? 

แม้ว่าอวัยวะส่วนนี้ของไก่จะมีรสชาติที่กลมกล่อม หอมมัน และเนื้อสัมผัสเนียนนุ่มชวนรับประทาน แต่อวัยวะดังกล่าวกลับมีปริมาณคอเลสเตอรอลที่สูงเกินคาดจนน่าตกใจ

“มันหมู” มักจะถูกตราหน้าว่าเป็นอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง จนทำให้หลายครอบครัวเลือกที่จะตัดมันหมูออกจากเมนูอาหารประจำวันเพราะความกังวลด้านสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจ ทว่าจากข้อมูลของสถาบันโภชนาการแห่งชาติ (เวียดนาม) ระบุว่า ในมันหมู 100 กรัม มีคอเลสเตอรอลประมาณ 95 มิลลิกรัม แต่สิ่งที่คุณอาจยังไม่เคยรู้คือ ปริมาณคอเลสเตอรอลในมันหมูนั้นต่ำกว่า “ตับไก่” อย่างมหาศาล โดยใน ตับไก่ 100 กรัม มีคอเลสเตอรอลสูงถึง 440 มิลลิกรัม ซึ่งคิดเป็น 4.6 (เกือบ 5 เท่า) ของมันหมู

เกณฑ์การบริโภคคอเลสเตอรอลที่ควรระวัง

ตามคำแนะนำด้านโภชนาการในอดีต ผู้ใหญ่วัยเจริญพันธุ์ควรบริโภคคอเลสเตอรอลต่ำกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน และสำหรับกลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจควรคุมให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่า แนวทางปฏิบัติในปัจจุบันไม่ได้กำหนดตัวเลขจำกัดการบริโภคคอเลสเตอรอลในแต่ละวันไว้ตายตัวแล้ว ถึงกระนั้น ทางด้าน แนวทางการบริโภคอาหารสำหรับชาวอเมริกัน (Dietary Guidelines for Americans) ยังคงแนะนำให้ประชาชนพยายามควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอลจากอาหารให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยต้องไม่ให้กระทบต่อสารอาหารที่จำเป็นของร่างกาย

แต่อย่าเพิ่งตัด “ตับไก่” ทิ้งไป เพราะประโยชน์ต่อร่างกายก็มีสูงมาก!

แม้ว่าจะมีคอเลสเตอรอลที่สูง แต่ตับไก่ก็ยังคงจัดว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก หากเราบริโภคอย่างถูกต้องและเหมาะสมในปริมาณที่พอดี

  • ราชาแห่งกรดโฟลิก (Folate/Folic Acid): สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า ตับไก่เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและโฟเลต ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อระบบสืบพันธุ์และช่วยป้องกันความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ ข้อมูลจากสื่อเฉพาะทางด้านชีวิตครอบครัวระบุว่า ตับไก่ครองอันดับหนึ่งในกลุ่มอาหารที่มีกรดโฟลิกสูง โดยในตับไก่ 100 กรัม มีกรดโฟลิกสูงถึง 1,172 ไมโครกรัม ซึ่งสูงกว่าตับหมูในน้ำหนักที่เท่ากันถึง 3-4 เท่า

  • บำรุงสายตาและเม็ดเลือด: ตับไก่อุดมไปด้วยวิตามินเอ (Vitamin A) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพดวงตา โดยปริมาณวิตามินเอในตับไก่นั้นสูงกว่าในนม ไข่ เนื้อสัตว์ และปลาหลายเท่าตัว นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินบีรวม โดยเฉพาะวิตามินบี 12

  • แร่ธาตุอัดแน่น: ตับไก่มีธาตุเหล็กสูงมาก ซึ่งช่วยในการสร้างเม็ดเลือดและเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย รวมถึงยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และซิงค์ (สังกะสี) อีกด้วย

ตามตำราแพทย์แผนโบราณ (จากรายงานของหนังสือพิมพ์ Sức khỏe và Đời sống) ระบุว่า ตับไก่มีฤทธิ์อุ่น มีรสหวานและขมเล็กน้อย ไม่มีพิษ มีสรรพคุณช่วยบำรุงไต บำรุงหยาง เสริมสร้างพละกำลัง และช่วยบรรเทาอาการปวดใจ ปวดท้อง รวมถึงอาการตาพร่ามัวจากพิษร้อนได้ อย่างไรก็ตาม หากต้องการใช้เพื่อวัตถุดิบในการรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

กินอย่างไรให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์สูงสุด?

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการได้ให้คำแนะนำในการรับประทานตับไก่อย่างปลอดภัยไว้ดังนี้

  • คนทั่วไปสุขภาพแข็งแรง: สามารถรับประทานตับไก่ได้ประมาณ 3 ครั้งต่อเดือน โดยแต่ละครั้งควรทานในปริมาณ 50-70 กรัม สำหรับเด็กเล็กควรทานต่ำกว่า 50 กรัม

  • กลุ่มที่ต้องจำกัดปริมาณ: ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับ ไต และโรคเกาต์ ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการทานตับไก่ให้น้อยที่สุด

  • สตรีมีครรภ์: ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะและระมัดระวัง เนื่องจากตับไก่มีวิตามินเอที่สูงมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบและเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

ทริกการเลือกซื้อตับไก่สด: ควรเลือกตับไก่ที่ยังสดใหม่ มีกลิ่นคาวตามธรรมชาติของเนื้อสัตว์ ไม่มีกลิ่นเหม็นแปลกปลอม เนื้อตับที่ดีต้องมีความนุ่ม ยืดหยุ่น ไม่แห้งกร้าน และที่สำคัญคือต้องมีสีสม่ำเสมอเป็นธรรมชาติ ไม่มีรอยด่างดำหรือลักษณะที่ผิดปกติ

 

ที่มาข้อมูล: สถาบันโภชนาการแห่งชาติ, ศูนย์ข้อมูลการแพทย์ Cleveland Clinic, สำนักข่าว The Guardian, รายงานสุขภาพและชีวิต

 



Source link

About the author

Thailand News

Leave a Comment

Translate »