
ทนายนิด้า ร่ายละเอียดยิบ คดีดังช่างภาพข่มขืนนางงามผู้เข้าประกวดเวทีดัง แต่ศาลยกฟ้องจนคนมองคดีพลิก เผยแล้วเพราะอะไร พร้อมเปิดเหตุผลที่เรียนกฎหมาย เพราะเคยโดนเรื่องแบบนี้
จากกรณีที่นางงามผู้เข้าประกวดเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2021 และทีมงานกองประกวด เข้าแจ้งความเอาผิดช่างภาพ หลังก่อเหตุลวนลามนางงาม ซึ่งพบว่าก่อเหตุมาหลายเวที มีผู้เสียหายแล้วร่วม 10 คน มีการลวนลามและข่มขืน ก่อนที่ต่อมาช่างภาพคนดังกล่าวจะโดนตำรวจบุกจับกุมตัว ซึ่งให้การปฏิเสธอ้างว่าเป็นการสมยอม ก่อนถูกขังในคุก 2 เดือน ล่าสุดศาลยกฟ้องในข้อหาแรก
วันที่ 16 เมษายน 2566 ทนายนิด้า ศรันยา ได้โพสต์เกี่ยวกับคดีนี้ว่า “#คดีข่มขืนนางงาม ที่ว่าศาลชั้นต้นยกฟ้องแล้วมาบอกว่าคดีพลิก พลิกในความหมายของนิด้าคือเรื่องเอากันไม่เคยเกิดขึ้นนะคะ แต่ในความเป็นจริงแล้วเกิดขึ้นจริง เอากันจริง โดยเราบอกว่าเราไม่ได้ยินยอม ตั้งใจไปถ่ายแบบไม่ได้ไปเอา ทางจำเลยสู้เรื่องว่ามาถ่ายแบบแล้วก็ตั้งใจเอากันด้วย จึงถือเป็นการยินยอม ไม่ใช่การข่มขืน ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยจึงสู้กันแค่ในเรื่องยอมหรือไม่ยอมแค่นั้นเอง ศาลมองว่ายอมก็ยกฟ้อง ศาลมองว่าไม่ยอมก็ลงโทษ ซึ่งในคดีนี้ศาลชั้นต้นให้น้ำหนักไปในทางยอมก็ยกฟ้องไป
ตอนนี้คดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ คดียังไม่ถึงที่สุด
เพิ่งยื่นอุทธรณ์ไปเมื่อตอนต้นเดือนนี้
จึงพูดอะไรเกี่ยวกับรายละเอียดของคดีมากกว่านี้ไม่ได้เพราะมีเรื่องละเมิดอำนาจศาลอยู่
ติดคุกได้สูงสุด 6 เดือน
และสภาทนายความชุดนี้จริงจังเรื่องมรรยาททนายความมากด้วย
จึงต้องระมัดระวังให้มากขึ้น
แต่ที่แน่ ๆ
นิด้าเพิ่งรู้เหมือนกันว่ากล้องวงจรปิดมี
เพราะในศาลนิด้ารีเควสมากอยากให้เอามาให้เห็นเหตุการณ์แต่ต้น
ว่าก่อนเอากันมีที่มาที่ไปอย่างไร เจ้าตัวก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ติดตั้งไว้
จึงมาแต่ภาพนิ่งที่อีกฝ่ายถ่ายไว้โดยกล้องถ่ายภาพของตนเอง
ซึ่งไม่สามารถเล่าเรื่องราวแต่ต้นก่อนเอาได้ ไม่มีเสียง
นิด้าก็เลยไม่สามารถเห็นเหตุการณ์ก่อนหน้าชัดเจนขึ้นแบบไม่สามารถโต้แย้งได้
ส่วนเรื่องการเรียกค่าเสียหาย เป็นไปตามมาตรา 44/1
เป็นกระบวนการของศาลให้สิทธิผู้เสียหายในคดีอาญาเรียกค่าเสียหายเข้าไปในคดีได้
ไม่เคยเจรจานอกรอบทั้งก่อนศาลมีคำพิพากษาและเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว
อีกทั้งค่าเสียหายดังกล่าวไม่มีผลเป็นการแลกกับการถอนฟ้องหรือแถลงไม่ติดใจเอาความคดีอาญาในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา
ไม่ว่าจะยอมชดใช้ค่าเสียหายให้หรือไม่ก็ตาม คดีอาญาก็จะดำเนินต่อไป
ขอให้รายละเอียดไว้เพียงเท่านี้นะคะ
ต่อมาจะพูดในส่วนของหลักการทั่วไป ในฐานะที่ทำคดีข่มขืนมาพอสมควร
และปฏิเสธไปก็พอสมควรด้วยเหตุไม่มีพยานหลักฐานใดเลยมากไปกว่าคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว
จะบอกว่าธรรมชาติของคนเอากันคือเอากัน 2 คน ไม่ให้คนเห็น
ดังนั้นไม่มีทางที่คดีข่มขืนจะหาประจักษ์พยานยืนยันได้ว่าก่อนเอาเหยื่อ
จะดิ้นต่อท้องร้องต่อยปากอย่างไร หรือจะทำอะไรหากไม่ยินยอม
หรือระหว่างทางเหตุการณ์เป็นอย่างไร ดังนั้น 90 กว่าเปอร์เซ็นต์
ใช้พยานหลักฐานแวดล้อมทั้งนั้นมาประกอบร่างให้ศาลเชื่อให้ได้
เช่น คนเราเจ็บไข้ได้ป่วยไปหาหมอ จะอยากไปเอากับหมอไหม
เป็นนางแบบตั้งใจไปถ่ายแบบส่งงานจะอยากไปเอากับตากล้องไหม
หลังเกิดเหตุรีบประพฤติปฏิบัติตัวไปในทิศทางใด
เล่าเหตุการณ์ให้คนที่ไว้ใจฟังไหม
มีการเรียกเงินเรียกทองให้เข้าใจว่าแบล็คเมล์ไหม
พยานแวดล้อมดังกล่าวจะเป็นคำตอบว่าอาจจะยอมหรือไม่ยอมก็ได้
แต่ทางไหนน่าจะเป็นมากกว่าก็อยู่ที่ดุลยพินิจของศาลพิจารณาจากร่างทั้งหมดที่ประกอบขึ้นมาในสำนวนคดีนั้นให้ศาลเห็น
เหยื่อบางคนก็ไม่ได้โชคดีเก็บหลักฐานอะไรไว้ได้มากพอ หรือถูกต้องถูกวิธี
ดังนั้นในการทำคดีทั้งหมด คดีความผิดเกี่ยวกับเพศคือยากที่สุดแล้ว
แต่ส่วนตัวรับรู้และเข้าใจในความเจ็บปวดของเหยื่อได้เสมอ
ดังนั้นคดีประเภทนี้แทบจะไม่เคยปฏิเสธในการว่าความให้เลย
แต่อย่างน้อยในสำนวนคดีนั้นจะต้องมีหลักฐานแวดล้อมให้นิด้าพอเชื่อว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงประกอบเรื่องราวที่ลูกความเล่า
และถ้าอยู่ในวิสัยที่สามารถช่วยแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมในแง่มุมไหนให้ได้ก็จะทำ
ที่นี้ก็เหลือแต่ว่าศาลเชื่อไหมแล้ว
โดยในคดีอาญาต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นจนปราศจากความสงสัยให้ได้
ศาลจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลย โดยสุภาษิตที่ว่า ปล่อยคนชั่วไป 10 คน
ดีกว่าเอาคนดี 1 คนเข้าคุก
และผลในการทำคดีข่มขืนมีทั้งคดีที่แพ้และชนะ
โดยส่วนใหญ่ก็จะใช้แพตเทิร์นเดียวกันในการทำงาน
และตั้งใจที่สุดแล้วในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเหยื่อทุกคน
อีกทั้งยังต้องให้กำลังใจลูกความในการถูกขู่ฟ้องกลับด้วยเสมอในกรณีแพ้คดี
นับตั้งแต่เริ่มต้นคดี
ซึ่งเรื่องนี้เป็นเหตุผลให้เหยื่อที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราถูกปิดปากมาแต่ต้น
นอกเหนือจากต้องแบกรับกับความเจ็บแค้นและความอับอาย
และนิด้าเชื่อว่าเหยื่อเกินครึ่ง
เลือกที่จะให้เรื่องนี้ตายไปกับตัวเองโดยไม่ทำอะไรต่อไป
อย่างไรก็ตามในฐานะอาชีพทนายความเรายอมรับทุกคำพิพากษาของศาล
ไม่ใช่ว่าทำคดีแพ้แล้วไม่ยอมรับ
#ทนายความที่ไม่เคยแพ้คดีมีแต่ทนายที่ไม่เคยว่าความ
ไม่เห็นด้วยกับศาลชั้นต้นก็อุทธรณ์ไป
ซึ่งคดีนี้เชื่อว่าคงสู้กันไปถึงศาลฎีกา และผลจะออกมาเป็นอย่างไร
ทุกฝ่ายต้องยอมรับเสมอ เพราะเชื่อว่าทนายความของทุกฝ่ายก็เต็มที่ ๆ
สุดแล้วในทุกคดีของตน
สุดท้ายนี้
นิด้าในฐานะคนที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศมาหลายครั้งก่อนเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจมาเรียนกฎหมาย
เป็นกำลังใจให้เหยื่อที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราทุกคน ยืนหยัดต่อสู้
ไม่ว่าจะสู้ในมิติไหนก็ตาม ไม่ว่าสู้แล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม
ถ้าเชื่อใจ มั่นใจในความถูกต้อง ตั้งใจ จริงใจ
ทนายคนนี้ไม่เคยทอดทิ้งลูกความ เคียงข้างเสมอและตลอดไปจนสุดทาง !!!
#ทนายนิด้า #ทนายหญิงสายลุย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ทนายนิด้า
