เจ้าของร้านชาบูกลุ้มหนัก เปิดร้านบุฟเฟต์ไม่จำกัดเวลา ลูกค้ามากินเนื้อ 5 กก. แล้วไปล้วงคออ้วกแล้วมานั่งกินต่อ ตอนแรกไม่อะไรจนตอนนี้กลุ้มใจหนักมาก แก้ไขอย่างไรดี
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
ในยุคนี้ธุรกิจชาบูหมูกระทะถือว่ามาแรงมาก ๆ ทั้งเจ้าเล็กเจ้าใหญ่ต่างลงสนามนี่กันกว้างขวาง แต่ถึงกระนั้น แต่ละร้านก็ต้องเตรียมใจรับมือกับลูกค้าหลากหลายประเภท ที่มีตั้งแต่กินไม่หมดแล้วเอาของไปซ่อน ตักอาหารไม่ถูกหลักอนามัย และล่าสุดกับกรณีลูกค้ากินจนจุกแล้วไปล้วงคออ้วก
ล่าสุด มีผู้ใช้เฟซบุ๊กท่านหนึ่ง โพสต์ข้อความในกลุ่มคนรักบุฟเฟต์ ที่ว่า เธอเปิดร้านบุฟเฟต์ไม่จำกัดเวลา เป็นร้านเล็ก ๆ แต่มีลูกค้าหคนหนึ่งเป็นลูกค้าประจำ มาทานที่ร้านบ่อย ๆ บางครั้งมาติดกัน 3 วัน และตอนทานก็สั่งเนื้อทีละ 10 ถาด ทานครั้งหนึ่งเนื้อหมด 5 กก. ชีสหมด 1 กก. ข้าวผัดกระเทียม 3 หม้อ กินครั้งละ 5 ชม.
ตอนแรกเธอไม่คิดอะไร เพราะเป็นร้านบุฟเฟต์ ทานได้เท่าไหนก็ทาน แต่ต่อมาผู้จัดการร้านมาบอกว่า ลูกค้าท่านนี้เข้าห้องน้ำบ่อยมาก และได้ยินเสียงล้วงคอ และแม่บ้านก็มาบ่นกับร้านว่าลูกค้าคนนี้เข้าห้องน้ำไปล้วงคอจนส้วมตัน จากนั้นลูกค้าก็จะกลับมานั่งทานต่อ แบบนี้วนไปเรื่อย อยากทราบว่าทางร้านควรจัดการอย่างไร
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
ทั้งนี้ มีคนคาดว่าลูกค้าคนนี้น่าจะเป็นโรคบูลิเมีย
คือทานอาหารเข้าไปเยอะ ๆ และล้วงคอออก ซึ่งจะมีผลอย่างมากต่อสุขภาพ
ถือเป็นโรคทางจิตอย่างหนึ่ง
จึงมีคนแนะนำว่าให้ทางร้านเข้าไปคุยกับลูกค้าในเชิงห่วงสุขภาพ
เพื่อหาทางออกสวย ๆ ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย
ในขณะที่บางคนก็แนะนำว่า อาจจะต้องให้ร้านแบล็กลิสต์ลูกค้าคนนี้
เพราะมีพยานบุคคล และเจ้าของร้านมีสิทธิ์เต็มที่ในการออกกฎ
หากลูกค้าป่วยก็ควรรับผิดชอบรักษาตัวเอง ไม่ใช่มาเป็นภาระให้คนอื่น
ในขณะที่บางคนก็บอกว่า ให้เข้าไปคุยตรง ๆ
ว่าทางร้านทราบถึงพฤติกรรมลูกค้าที่ไปล้วงคอออก
แต่กติกาของร้านคือทานได้ไม่จำกัดใน 1 อิ่ม หากไปล้วงคอให้ถือเป็นอิ่ม 2
แบบนี้ต้องมีการคิดเงินเพิ่ม หรือหากล้วงคออ้วกก็จะขอคิดเงิน 100-200 บาท
และหากจะสูญเสียลูกค้าคนนี้ไปก็ดีกว่าเปลี่ยนกฎมาเป็นการจำกัดเวลา
ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าคนอื่นไม่พอใจแทน
