อ.อ๊อด วีรชัย ซัด หนุ่ม กรรชัย ขวัญอ่อนเหลือเกิน ฝากช่องดูแลดาราคนนี้เป็นพิเศษหน่อย ลั่นฟ้องกลับได้แต่ไม่ทำ สงสารทางองค์กรที่มีบุคลากรหัวร้อนแบบนี้
กำลังเป็นประเด็นร้อน เมื่อล่าสุด (19 กุมภาพันธ์ 2566) อ.อ๊อด รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำลังมีประเด็นกับพิธีกรชื่อดัง หนุ่ม กรรชัย โดยโพสต์รัว ๆ เกี่ยวกับเรื่องได้รับหมายเรียกจากตำรวจ ไล่เรียงดังนี้
– หนุ่ม กรรชัย แจ้งความ อ.อ๊อด 2 คดี
อ.อ๊อด ระบุว่า ขวัญอ่อนเหลือเกินหนุ่มกรรชัย แจ้งความดำเนินคดีอาจารย์อ๊อด 2 คดี
1. คดีแรก จากกรณีที่อาจารย์อ๊อดวิจารณ์เรื่อง แก๊งมาเฟียโซเชียล
2. คดี 2 จากที่อาจารย์อ๊อดทำหนังสือถึงผู้บริหารช่อง 3 ขอความเป็นธรรมที่มีการเสนอข่าวด้านเดียว
คุณวิจารณ์คนอื่นได้แต่คุณทนการวิจารณ์จากคนอื่นไม่ได้
ว่ากันตามกระบวนการครับ ผมดูแล้วยังไงก็ไม่เข้า ตำรวจเรียกผมเป็นพยาน
โดยแท็กติกตามกฏหมายก็อาจจะกลายเป็นผู้ต้องหาได้ ผมบอกแล้วว่าผมกับ หนุ่ม
กรรชัย ต้องมารบกันนอกจอโหนกระแสแน่นอน FC ทั้งสองฝั่งโปรดติดตาม
อย่ากระพริบตา
– ส่งหนังสือถึงช่อง 3
อ.อ๊อด โพสต์ภาพหนังสือขอความเป็นธรรม ต่อผู้บริหารช่อง 3
ประเด็นเสนอข่าวด้านเดียว ต้นเหตุที่ทำให้หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย
แจ้งความดำเนินคดีอาจารย์อ๊อด
– หนุ่ม กรรชัย โดนใช้เป็นเครื่องมือ หรือพวกเดียวกัน ?
ภาพซ้ายคือที่ตำรวจแจ้งข้อมูลมา ภาพขวาคือโหลกแดงแก๊งอวตาร
ที่มีไอ้หนุ่มผมยาวเป็นคนบงการ จะบอกว่าทุกอันที่
ไอ้หนุ่มผมยาวแคปมาโพสต์นั้น คุณหนุ่ม กรรชัย ใช้ไปแจ้งความดำเนินคดีหมดเลย
มองได้สองอย่างคือ คุณหนุ่ม กรรชัย ถูกไอ้หนุ่มผมยาวใช้เป็นเครื่องมือ
เหมือนที่หลอกใช้สายใหม่ต้องรอด แถลงข่าวถล่มอาจารย์อ๊อด หรือคุณหนุ่ม
กรรชัย กับไอ้หนุ่มผมยาวแก๊งโหลกแดงคือพวกเดียวกัน
เคส
หนุ่ม กรรชัย หรือ นายภูดิส แจ้งความที่ สน.ทองหล่อ
กรณีอาจารย์อ๊อดทำหนังสือขอความเป็นธรรมกับผู้บริหารช่อง 3
เรื่องการเสนอข่าวด้านเดียว ร้อยเวรยังไม่รับเป็นคดีเพียงเรียกไปเป็นพยาน
อ.อ๊อด ไม่ถือสาแต่ขอให้ช่อง 3 ดูแล ดาราคนนี้ ให้เป็นพิเศษหน่อยครับ
เรียนมาเพื่อทราบ
– สรุป อ.อ๊อด ได้รับหมายเรียกพยานบุคคล
ทั้งนี้ อ.อ๊อด ยังเผยด้วยว่า ได้รับหมายเรียกพยานบุคคล ซึ่งแปลว่า “ไม่ได้เป็นผู้ต้องหาครับ แต่ตำรวจต้องการสอบถามเฉย ๆ
ความจริงอาจารย์อ๊อดแจ้งความกลับได้แต่ว่าไม่เอาดีกว่า
สงสารทางองค์กรที่มีบุคลากรหัวร้อนแบบนี้”
ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong
