หญิงแสบ ดูแลคนป่วยก่อนยักยอกเงิน 15.7 ล้าน จิ๊กมือถือหลังตาย โอนเกลี้ยงบัญชี
หญิงแสบ ดูแลคนป่วยก่อนยักยอกเงิน 15.7 ล้าน จิ๊กมือถือหลังตาย โอนเกลี้ยงบัญชี



          รวบหญิงแสบ ยักยอกเงิน 15.7 ล้านของคนตาย หลังทำหน้าที่ดูแลตอนป่วยมะเร็ง ชี้แอบจิ๊กมือถือหลังสิ้นลม โอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง อ้างทำตามคำสั่งของคนตาย


          วันที่ 4 กันยายน 2565 ข่าวช่องวัน รายงานว่า พล.ต.ท. อัคราเดช พิมลศรี ผบช.ภ.6 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม น.ส.สตางค์ ทองรำพรรณ อายุ 46 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุลักโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต เพื่อใช้ในการยักยอกโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของตัวเองเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 15,790,000 บาท  ซึ่งลูกชายของผู้เสียชีวิตได้เข้ามาแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้

          โดย นายปฏิวัติ อายุ 31 ปี ลูกชายของผู้เสียชีวิตอายุ 56 ปี ที่เคยเป็นพนักงานธนาคาร เปิดเผยกับทางตำรวจว่า หลังจากที่พ่อของตนเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา น.ส.สตางค์ ก็ได้ลักเอาโทรศัพท์มือถือของพ่อไปใช้เข้าถึงข้อมูล และทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปฯ โอนเงินเก็บก้อนสุดท้ายของพ่อในบัญชีธนาคาร ไปเข้าบัญชีของตัวเอง จำนวน 15,790,000 บาท

          ซึ่งทางตำรวจได้สั่งให้เร่งการสืบสวนสอบสวนและติดตามทรัพย์สินคืนผู้เสียหาย กระทั่งทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีไปพักอยู่ในพื้นที่ ต.วัดจันทร์ อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก จึงขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดพิษณุโลก ที่ ค.306/2565 ลงวันที่ 1 กันยายน 2565 เข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ และตรวจค้นบ้าน

โดยผลการตรวจค้นสามารถตรวจยึดของกลางได้จำนวนมาก ประกอบด้วย

          – เงินสด จำนวน 2,329,000 บาท

          – ทองคำแท่ง น้ำหนัก 10 บาท จำนวน 1 แท่ง มูลค่า 299,500 บาท

          – รถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นออฟต้า สีเทา ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียชีวิต

          – โทรศัพท์มือถือ จำนวน 6 เครื่อง

          – สมุดบัญชีเงินฝาก จำนวน 6 เล่ม

          – สำเนาเอกสารและทรัพย์สินอื่น ๆ อีกจำนวนหลายรายการ

          จากนั้นต่อมาในวันที่
2 กันยายน
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ทำการขยายผลจนรู้ที่ซ่อนของเงินสดส่วนที่เหลือ
จึงสามารถติดตามเงินสดคืนได้อีก 12,000,000 บาท
ซึ่งผู้ต้องหาซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทาง ที่เก็บไว้ภายในช่องเก็บยางอะไหล่
หลังรถเก๋งยี่ห้อมิตซูบิชิ สีเทา ที่จอดอยู่ภายในบ้านหลังหนึ่งบริเวณ
ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก

          จากการสืบสวนทราบว่า
น.ส.สตางค์ ผู้ต้องหา
ได้รู้จักกับผู้เสียชีวิตและทำหน้าที่คอยดูแลขณะผู้เสียชีวิตรักษาตัวจากโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
ภายในศูนย์ดูแลผู้ป่วย ต.พลายชุมพล อ.เมืองพิษณุโลก จนกระทั่งเสียชีวิต

         
จากนั้น น.ส.สตางค์ ที่ทราบรหัสผ่านเข้าแอปฯ ธนาคารของผู้เสียหาย
ได้โอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย มาเข้าบัญชีธนาคารของตัวเอง ระหว่างวันที่
9-16 สิงหาคม จำนวน 17 ครั้ง เป็นเงิน 15,790,000 บาท
ก่อนจะเข้าไปเบิกถอนเงินจากธนาคารในวันที่ 21 สิงหาคม จำนวน 3,000,000 บาท
และวันที่ 24 สิงหาคม จำนวน 12,732,654 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 15,732,654
บาท

          ต่อมา น.ส.สตางค์
ได้แบ่งเงินจำนวนหนึ่งไปซื้อทองคำแท่ง
และนำเงินสดส่วนที่เหลือไปซุกซ่อนไว้ในบ้านและรถยนต์
รวมถึงมีการจ่ายเงินว่าจ้างทนาย เผื่อกรณีที่ต้องถูกดำเนินคดีอีกเป็นเงิน 1
ล้านบาท

          ทั้งนี้ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน
ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ อ้างว่ากระทำตามคำสั่งของผู้เสียชีวิต
ซึ่งทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ
และมีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในความผิดฐานฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร

เข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
และปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
มาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ

         
ขณะที่ระหว่างการแถลงข่าว
ทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้นำช่อดอกไม้มามอบให้ทางตำรวจ
เพื่อเป็นขวัญกำลังใจรวมถึงเพื่อแสดงความขอบคุณ
ที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาพร้อมนำของกลางมาคืนแก่ทายาทผู้เสียชีวิตได้
โดยทางญาติไม่เชื่อว่าผู้เสียชีวิตจะมอบทรัพย์สินให้ผู้ต้องหาด้วยความสเน่หาแน่นอน
เนื่องจากเพิ่งมาดูแลได้ไม่นาน และอยากขอให้ตำรวจคัดค้านการประกันตัวด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวช่องวัน





Source link

Leave a Reply