สาวดีใจถ่ายคลิปอวด เปลี่ยนงานจนเงินพุ่ง เงินเดือนมากกว่า 7 แสน แฮปปี้กับงานมาก สุดท้ายโดนไล่ออก
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 เว็บไซต์นิวยอร์กโพสต์ เผยว่า สาวนามว่า เล็กซี ลาร์สัน ผู้ใช้บัญชี TikTok @itslexilarson ตกเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในโซเชียล ภายหลังจากเธอออกมาโพสต์คลิปวิดีโอเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเงินเดือนและรายละอียดค่าใช้จ่ายของเธอ จนสุดท้ายมันส่งผลให้เธอโดนไล่ออก
ในคลิปวิดีโอเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันถูกลบไปแล้ว ลาร์สัน เผยว่า เธอรู้สึกตื่นเต้นมาก ภายหลังจากเธอได้งานใหม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ในเมืองเดนเวอร์ ของรัฐโคโลราโด สหรัฐฯ ซึ่งทำให้เธอมีรายได้ดีงาม เงินเดือนเพิ่มขึ้น และมีความสุขกับงานใหม่นี้มาก
ลาร์สันเปิดเผยว่า เธอได้รับเงินเดือนที่ใหม่มากถึง 20,000 ดอลลาร์ หรือราว 732,000 บาท ทำให้เธอจ่ายภาษีก้อนโตไปเป็นเงิน 449 ดอลลาร์ หรือราว 16,400 บาท ภายหลังจากคลิปวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ไป ก็มีผู้เข้าไปชมมากเกือบ 200,000 ครั้ง มีผู้เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ นานา รวมทั้งแสดงความยินดีกับเธอ
ทว่าลาร์สันกลับต้องเผชิญกับเหตุไม่คาดคิดหลังจากนั้น
หลังจากทำงานที่ใหม่ได้เพียง 2 สัปดาห์ เธอถูกไล่ออก
เหตุเพราะคลิปวิดีโอที่เธอโพสต์ลง TikTok นี้
“อืม ฉันไม่ได้ทำงานนั้นแล้ว เพราะพวกเขาไล่ฉันออก” ลาร์สัน กล่าว
ลาร์สันทราบดีว่า
การเปิดเผยเงินเดือนได้รับการคุ้มครองโดยรัฐบาลกลาง
ภายใต้กฎหมายแรงงานแห่งชาติ เธอจึงตัดสินใจลบวิดีโอออก
เพื่อไม่ให้นายจ้างใหม่ของเธอไม่พอใจ
แต่หลังจากบริษัทมีการประชุมเรื่องคลิป TikTok ของเธอ 2 วัน
สุดท้ายเธอก็โดนไล่ออก
ลาร์สัน เผยว่า นายจ้างของเธอไปเห็นคลิปดังกล่าว และเขารู้สึก
“ไม่ชอบมันมาก ๆ” เนื่องจากเธอเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือนมากเกินไป
สุดท้ายเธอจึงต้องจำใจเซ็นเอกสารเลิกจ้าง
“ฉันถามว่า
ฉันทำผิดกฎหมายหรือนโยบายบริษัทเหรอ ฉันได้โพสต์อะไรบน TikTok
ที่เป็นปัญหาด้านความปลอดภัยหรือเปล่า และพวกเขาบอกว่า ไม่ใช่ตอนนี้
แต่มันอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในอนาคต ดังนั้นพวกเขาจะไม่เสี่ยง” ลาร์สัน
กล่าว
ลาร์สันยอมรับว่า
ผลของการถูกไล่ออกครั้งนี้มันกระทบต่อจิตเธออย่างมาก
เธอเสียใจร้องไห้ติดกันหลายวัน เธอรู้สึกเครียดวิตกกังวล
แต่อย่างน้อยเธอก็ยังโชคดี เมื่อเธอโทรศัพท์ไปคุยกับหัวหน้าที่ทำงานเก่า
และอธิบายสถานการณ์ให้เขาฟัง เขาก็ใจดียอมรับเธอกลับเข้าทำงานอีกครั้ง
แม้ว่าจะรู้เรื่องคลิป TikTok ที่เป็นประเด็นก็ตาม
ขอบคุณข้อมูลจาก นิวยอร์กโพสต์
