สรุปดราม่า ปังชา จากรายการกรรมกรข่าวฯ ตัวแทนเล่า..จากนี้ไม่ควรใช้คำว่าปังชา เพราะตอนนี้สามารถปั้นแบรนด์เพื่อให้คนนึกถึงคำว่า
ปังชา และคิดถึงร้านนี้ร้านเดียว ส่วนเรียกเงิน 102 ล้านบาทนั้น
ไม่ได้อยากได้เงิน แค่อยากให้เรื่องมันจบ
ย้อนเรื่องการจดลิขสิทธิ์ ปังชา จากอดีตใช้ได้ ตอนนี้ใช้ไม่ได้ คำนี้ทางร้านใช้ได้แค่คนเดียว
– ทางทีมงาน มีการจดสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ตอนนั้นขอใช้ชื่อเครื่องหมาย Pang Cha The Best Thai Tea แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขอให้มาสละสิทธิ์คำนี้ ก็คือ ไม่ให้ใช้แต่เพียงผู้เดียว พร้อมกับเสนอว่า ให้ทางแบรนด์ไปหาลักษณะเฉพาะมาใหม่ แล้วค่อยมายื่นขอ นั่นหมายความว่า ในปี 2561 ใคร ๆ ก็สามารถใช้คำว่า Pang Cha The Best Thai Tea ได้หมด
– ทางเจ้าของแบรนด์ ต้องการสร้างแบรนด์ของตัวเอง นายทะเบียนเลยให้คำแนะนำว่า คุณต้องพัฒนาแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ถ้าพูดว่า ปังชา ต้องนึกถึงคุณ คุณต้องไปปั้นแบรนด์เอง ทางร้านเลยใช้เวลานี้ในการปั้นแบรนด์ จากที่มีการขายปังชาด้วยกันกับร้านลูกไก่ทอง และปั้นจนกลายเป็นแบรนด์ ปังชาคาเฟ่
ด้วยความที่เมนูของทางร้าน ภูมิใจในความเป็นชาไทย อยากให้ดังเหมือนชาเขียว จึงกลายมาเป็นคำว่า ปังชา เมื่อปั้นแบรนด์จนติดตลาด แยกออกมาเป็นปังชาคาเฟ่ ทางร้านจึงได้แยกตัวออกมาเพื่อยื่นขอจดพิสูจน์อีกครั้งในวันที่ 28 กันยายน 2565 ซึ่งจุดหนึ่งเอกสารก็ระบุว่า “ข้าพจ้าไม่ขอถือเป็นสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า The Best Thai Tea” (จะชูว่าชาไทยดีที่สุดไม่ได้) แต่คำว่า Pang Cha ปังชา ยังอยู่ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของร้าน
– คำว่า ปัง ในคำว่า ปังชา หมายถึง ปัง ๆ เสียงดัง และคำสั่งออกมาชัดเจนว่าแค่สละสิทธิ์ตัวอักษรโรมันคำว่า The Best Thai Tea เท่านั้น ไม่รวมคำว่า ปังชา จึงทำให้เราได้รับสิทธิ์คำว่า ปังชา และเราใช้ได้คนเดียว และคำสั่งจะย้อนไปถึงวันจดทะเบียนคือ 28 กันยายน 2565 แม้จะเพิ่งได้รับอนุมัติก็ตาม
– การที่ทำให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา เชื่อว่าคำว่า “ปังชา” เป็นคำที่ร้านใช้ได้ร้านเดียวนั้น ด้วยการพิสูจน์ว่าเราขายมาแล้วกี่ปี ขายเยอะแค่ไหน มีลูกค้ามากแค่ไหน มีพื้นที่กว้างขวางแค่ไหน หากพูดคำว่าปังชาในกลุ่มผู้บริโภคชา-น้ำแข็งไส ต้องนึกถึงเรา
ยืนยัน ทำสูตรอาหารออกมาแบบเดียวกันเป๊ะ อยากใช้ชื่ออะไรก็ใช้ แต่ห้ามใช้ชื่อ ปังชา
– ปังชาของร้าน เม็ดไข่มุกจะมีหลายรูปแบบ หลายรสชาติ แต่เราไม่มีเจตนาที่จะห้ามไม่ให้ใครผลิตน้ำแข็งไสใส่ชา เราแค่ต้องการปั้นแบรนด์เพื่อชูคำว่าชา และรสชาติชาของร้านเรา
นั่นหมายความว่า หากต้องการทำ น้ำแข็งไสใส่ถ้วย ใส่ชา ใส่วิปครีม ใส่เม็ดไข่มุก ใส่นม ใส่ขนมปัง จะใช้ชื่ออะไรก็ใช้ไป แต่อย่าใช้ชื่อว่า “ปังชา” และห้ามใช้ถ้วยกระทะทองเหลือง ซึ่งทางร้านจดสิทธิบัตรแล้ว
– นายสรยุทธได้ยกตัวอย่างว่า สมมุติเขาทำน้ำแข็งไสใส่ถ้วย ใส่ชา ใส่วิปครีม ใส่เม็ดไข่มุก ใส่นม ใส่ขนมปัง ออกมาหน้าตาเหมือนปังชาเป๊ะ ๆ แต่ใช้ชื่อว่า “ยุทธชา” หรือ “ยุทธปังชา” ได้ไหม ทางตัวแทนยืนยันว่า ทำได้ ตราบใดที่ไม่ใช้ชื่อ “ปังชา”
– หากใครจะใช้ชื่อบริหารร้านอาหารด้วยชื่อ ปังชา ไม่ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่ได้รับลิขสิทธิ์ และเป็นหน้าตารูปแบรนด์เดียวกัน ส่วนลักษณะผู้หญิงในชุดไทยนั้น ทางเราก็จดลิขสิทธิ์เช่นกัน เพราะจะนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์หลายแบบ
– คำว่า ปังชา นี้เป็นคำสามัญ แต่เราได้มาโดยการพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะ
– ทางร้านยอมรับว่าคิดถึงแต่การต้องการที่จะรักษาสิทธิ์ของตัวเอง โดยลืมนึกถึงผลกระทบ ทางร้านเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทางร้านคิดว่าจะหาทางออกที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย
กรณียื่นโนติส 102 ล้าน ยันไม่ได้ต้องการเงิน แค่ต้องการให้หยุดใช้คำว่า ปังชา
– กรณียื่นโนติส เพราะต้องการให้ร้านอื่นยุติใช้คำว่า ปังชา และไม่ให้มีใครเสียหาย ตอนแรกเราประกาศในพื้นที่ของเรา และเมื่อมันเป็นเครื่องหมายการค้า ก็ต้องส่งโนติสไป หากร้านจะมุ่งหวังเอาเงินจริง ๆ ร้านก็คงระบุชื่อบุคคลไปแล้ว แต่ร้านไม่ได้ต้องการเงิน จึงไม่มีระบุชื่อเจ้าของ ใส่แค่คำกว้าง ๆ ว่า “เจ้าของกิจการ” เป็นเจตนาแค่แจ้งให้ทราบเท่านั้น เราต้องการเจรจา ไกล่เกลี่ย ให้จบง่ายเท่านั้น อย่างร้านทางช้างเผือก มีหนังสือตอบกลับมา เราก็จบแค่นั้น
– ส่วนร้านที่ถูกยื่นโนติสนั้น มีอยู่ที่เชียงราย 1 ที่ และที่ภาคใต้ 1 ที่ เนื่องจากมีคนโทร. มาถามว่าเป็นสาขาของร้านหรือไม่
– ส่วนที่ระบุเรื่องค่าเสียหาย 102 ล้านบาท ไม่หยุดจะปรับวันละ 10,000 บาทนั้น ยอมรับว่าเนื้อหารุนแรง และต้องขอโทษแทนคนออกเอกสารด้วย แม้ว่าคนออกเอกสารจะเป็นคนเดียวกัน เราแค่ต้องการให้ร้านหยุดใช้คำว่า ปังชา เร็ว ๆ เราไม่ได้เจตนาเรียกเงิน เพราะมีบางกรณีละเมิดแรงกว่านี้ ทางร้านก็ไม่ได้เรียกเงิน แค่ให้เอาภาพออกจากการโฆษณา
– ทางร้านยืนยันว่าไม่เคยเรียกเงิน ไม่เคยได้รับเงินจากกรณีการใช้ชื่อ ปังชา แม้แต่บาทเดียว
– ส่วนที่มีการเรียกเงินอีกร้าน 700,000 บาท ทั้งที่ร้านนี้เป็นขนมปังราดชาไทย ไม่ใช่น้ำแข็งไส แต่ใช้ชื่อ ปังชา เหมือนกัน เนื่องมาจากการใช้ชื่อ “ปังชา” ที่เป็นคำลิขสิทธิ์ และไม่ได้อยากได้เงิน ต่อมาร้านได้ยกเลิกคำว่า ปังชา ไป เราก็หยุด
– ส่วนหลังจากนี้ทางร้านจะออกมาพูดทีเดียวและจะจบทุกประเด็น แต่ตนไม่อยู่ในอำนาจที่จะพูดได้
เหตุใดเรียก 102 ล้าน
สาเหตุที่เรียกโนติสร้านที่ จ.เชียงราย 102 ล้านบาท คิดจากมูลค่าของแบรนด์ที่พยายามสร้างความหรูหรา และคิดย้อนหลังนับตั้งแต่วันได้สิทธิบัตรคำว่า “ปังชา” มา ทางทนายเป็นคนยื่นเท่านั้น แต่ตัวเลขเจ้าของแบรนด์เป็นคนคิด
อีกร้านหนึ่งที่โดนโนติสคือ ร้านที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดนไป 7 แสนบาท เพราะร้านนี้เพิ่งจะเปิดได้ไม่นาน และร้านก็ไม่ได้ใช้คำว่า “ปังชา” เป็นชื่อร้านโดยตรง แต่อยู่ในเมนูขนมที่อยู่ทางป้ายเข้าร้าน
ยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นการเตือนว่าเป็นการละเมิด และขอให้ยุติการใช้ชื่อ ส่วนเรื่องการเรียกค่าเสียหาย ต้องเขียนตามฟอร์มเท่านั้น มิเช่นนั้นผู้ที่ถูกยื่นอาจจะไม่ปฏิบัติตามที่ร้องขอได้ ทางร้านไม่ต้องการฟ้องจริง ๆ แค่อยากให้ยุติการใช้ชื่อ
ทั้งนี้ ร้านที่ จ.สงขลา ได้ถอดคำว่าปังชาออกแล้ว เหลือร้านใน จ.เชียงราย ที่ยังไม่ติดต่อมา แล้วทางเรายืนยันว่า ทางนั้นเลยกำหนดการติดต่อมาแล้ว แต่เราก็ยังไม่ดำเนินการทางกฎหมาย เพราะเราไม่ได้มีเจตนาจะฟ้องจริง ๆ แค่ต้องการให้เปลี่ยนชื่อเท่านั้น
คำว่า ปังชา ไม่ใช่คำพื้นฐาน มันไม่ใช่ขนมปัง แต่เราต้องการจะสื่อว่า เราต้องการให้ชาไทยดังไปในระดับโลก คือ ความปังนั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก เรื่องเล่าเช้านี้
