In Thailand

ผัวอยากให้เมียท้อง งัดวิธีแปลกมาใช้ ยังไงก็ลูกบ้านนี้ โดนจี้ตรวจไม่รู้ใครเป็นพ่อ

ผัวอยากให้เมียท้อง งัดวิธีแปลกมาใช้ ยังไงก็ลูกบ้านนี้ โดนจี้ตรวจไม่รู้ใครเป็นพ่อ
Written by Thailand News


          ผัวอยากให้เมียท้อง เลยใช้วิธีไม่เหมือนใคร เอาสเปิร์มพ่อมาผสมกับของตัวเอง ฉีดให้จนท้อง ปิดความลับมา 5 ปี ล่าสุดเจอหน่วยงานจี้ อยากรู้เด็กคนนี้ลูกใคร



ปัญหาครอบครัว
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

          วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 เว็บไซต์เดลี่เมล รายงานกรณีแปลกจากประเทศอังกฤษ เมื่อสามีภรรยาคู่หนึ่งตัดสินใจใช้วิธีไม่เหมือนใครในการทำให้ภรรยาตั้งครรภ์ แต่เมื่อให้กำเนิดลูกน้อยได้สมใจ กลับมีคนออกมาตั้งคำถามและอยากรู้ว่า “ใครคือพ่อเด็กตัวจริง” เหตุเพราะฝ่ายสามีได้นำสเปิร์มของตัวเองผสมกับสเปิร์มของพ่อ ฉีดเข้าไปในตัวของภรรยา จนทำให้เกิดลูกขึ้นมา

          รายงานเผยว่า คู่สามีภรรยา ซึ่งระบุชื่อเพียง PQ และ JK ตกลงที่จะนำสเปิร์มที่ผสมระหว่างของ PQ และพ่อของเขา มาฉีดเข้าไปให้ JK หลังจากที่ทางสามีเผชิญภาวะมีบุตรยาก และไม่สามารถหาเงินมาทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ได้ กระทั่งในที่สุดทั้งคู่ก็มีลูกด้วยกันสมใจ และขณะนี้เด็กชายก็อายุ 5 ขวบแล้ว

          อย่างไรก็ตาม ต่อมาทางสภาบาร์นสลีย์ ได้ยื่นข้อให้มีการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ของเด็กชาย หลังได้รับทราบเรื่องการกำเนิดนี้ ระหว่างการดำเนินคดีอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน โดยมีการขอให้ศาลสูงในเมืองเชฟฟิลด์ สั่งให้ทำการตรวจ DNA เพื่อระบุตัวว่าชายคนไหนกันแน่ที่เป็นพ่อของเด็กชาย

          แต่แล้วในการพิจารณาคดีเมื่อวันที่
15 กุมภาพันธ์ ผู้พิพากษาแห่งศาลสูงได้ปฏิเสธคำขอนั้น
เมื่อพบว่าทางสภาไม่มีส่วนได้เสียใด ๆ ต่อผลลัพธ์ที่ค้นพบ
โดยยืนยันให้ไม่ต้องมีการตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อใด ๆ
แม้จะไม่ชัดเจนว่าผู้ชายคนใดคือพ่อจริง ๆ ของเด็กก็ตาม

          ผู้พิพากษายอมรับว่า
มีโอกาสสูงที่บุคคลซึ่งเด็กคิดว่าเป็นปู่ อาจจะเป็นพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น หมายความว่าชายที่เด็กคิดว่าเป็นพ่อมาตลอด
จะกลายเป็นพี่ชายคนละแม่ และผลที่ตามมาคือเด็กชายวัย 5 ขวบ
อาจได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจ เมื่อได้รู้ว่าตัวเองเกิดมาได้อย่างไร

          ศาลได้รับทราบข้อเท็จจริงเมื่อเดือนมกราคม
ที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องที่คู่สามีภรรยา
ตกลงใช้สเปิร์มผสมระหว่างสามีกับพ่อสามี ในการทำให้ภรรยาตั้งครรภ์
ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีเจตนาที่จะถูกเก็บไว้เป็นความลับมาโดยตลอด
แน่นอนว่าเด็กคงไม่เกิดขึ้นมาได้หากไม่มีการทำเรื่องดังกล่าว
แต่หากเด็กได้รู้ก็อาจเป็นอันตรายต่อความรู้สึกเด็ก
ฝ่ายสามีได้สร้างความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูกกับเด็กไปแล้ว
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาและแม่เด็ก
ว่าจะจัดการความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในสวัสดิภาพเด็กอย่างไร  

          ผู้พิพากษายังสรุปว่า ทางครอบครัวอาจจะอยากขอตรวจความเป็นพ่อแม่ เพื่อบอกความจริงเด็กในภายหลัง “แต่นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขา”

ขอบคุณข้อมูลจาก Daily Mail, Sky News





Source link

About the author

Thailand News

Leave a Comment

Translate »