
อุทาหรณ์ผู้ปกครองประมาท ปิดประจกรถไม่ดูลูกน้อย หนีบคอร้องลั่น แถมปฏิกิริยาตอบสนองแม่ ทำคนเดือดสนั่น
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีคลิปวิดีโอเหตุการณ์อุทาหรณ์น่าตกใจ
ถูกแชร์เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ดุเดือดบนสังคมออนไลน์ของจีน
ตามรายงานเผยว่า เหตุเกิดขึ้นที่เมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 17.45 น.
มีหญิงรายหนึ่งขับรถเข้าไปจอดในช่องที่อู่รถแห่งหนึ่ง
โดยกล้องวงจรปิดภายในร้านสามารถบันทึกภาพเอาไว้ได้
จากในคลิปแสดงให้เห็นว่า
ภายหลังจากหญิงรายนี้จอดรถเสร็จ เธอก็รีบกดปิดกระจกรถ
ก่อนจะดับเครื่องแล้วลงมาจากรถอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ทันสำรวจดูภายในรถ
โดยเฉพาะที่เบาะหลังที่มีลูกน้อยวัยประมาณ 2-3 ขวบ นั่งโดยสารมาด้วย
เธอไม่เห็นว่า ลูกของเธอกำลังเอาศีระษะยื่นออกมา
ทำให้กระจกหนีบคอลูกของเธอขึ้นไปจนสุด
เมื่อแม่ของเด็กลงจากรถมาก็ยังไม่วายสนใจแต่ฝั่งของเธอ ไม่ได้เดินมาดูทางด้านที่ลูกน้อยอยู่ จนพนักงานที่อยู่ในร้านเห็นเหตุการณ์จึงรีบตะโกนบอกเธอ เมื่อเธอเห็นก็เกิดอาการลนลาน ส่วนคนอื่น ๆ ก็รีบเข้ามาช่วยเอามือกดกระจกลงจากคอเด็ก ส่วนแม่ของเธอก็เข้าไปในรถเพื่อพยายามเปิดกระจกลง แต่กว่าที่จะสำเร็จเด็กก็ร้องจนแทบขาดใจ ทั้งหมดเป็นเวลาเกือบ 30 วินาที
และหลังจากที่ลูกของเธอหลุดพ้นจากกระจกหนีบคอออกมาได้ แม่ของเด็กก็ยังยืนมองอยู่ที่หน้ารถด้วยความตกใจ ไม่ได้เข้าไปรีบดูลูกน้อยว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนอย่างไร อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า เด็กปลอดภัยจากเหตุการณ์นี้โดยไม่รับอันตรายร้ายแรง
แน่นอนว่าภายหลังจากคลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ผู้คนจำนวนมากต่างพากันโกรธแค้นและตำหนิการกระทำของผู้เป็นแม่ ไม่เพียงแค่สะเพร่าในการดูแลลูกน้อย แต่ยังประมาทให้เด็กเล็กนั่งเบาะหลังตามลำพังโดยไม่มีคาร์ซีต ทั้งนี้มีอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกไม่พอใจกับปฏิกิริยาตอบสนองของผู้เป็นแม่ ในสถานการณ์ขับขันวินาทีชีวิตของลูกน้อยเช่นนี้ แต่เธอกลับดูเชื่องช้า ตรงกันข้ามกับคนอื่น ๆ ที่รีบร้อนเข้าไปช่วย
คอมเมนต์บนเว็บไซต์ Weibo ส่วนหนึ่งกล่าวว่า
“เจ็บปวดที่เห็นผู้ปกครองเด็กบางคนโง่เง่าขนาดนี้”
“คุณโง่มาก ไปเปิดประตูออกคอเด็กก็ยิ่งถูกดึง”
“ประมาทเพียงนิดเดียวเท่ากับชีวิต”
“คาร์ชีตสำคัญและจำเป็นมากจริง ๆ”
“เห็นแล้วความดันจะขึ้น สงสารเด็กมาก”
“ไม่พอใจแม่ของเด็ก นี่คือปฏิกิริยาของแม่ที่เห็นลูกถูกหนีบคอเหรอ ลูกคุณกำลังจะตายได้นะ คนอื่นยังดูร้อนใจมากกว่าอีก”
ขอบคุณข้อมูลจาก Sohu
