บุกค้นบริษัทยูทูบเบอร์ดัง สงสัยไม่ส่งงบดุลบริษัท – ตกแต่งบัญชีรายได้
หลังพบพฤติกรรมใช้จ่าย สูญเงินเล่นพนันออนไลน์ รวมกว่า 100 ล้าน
เจ้าตัวรับสารภาพ
(CIB)
โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
(บก.ปอศ.) ร่วมกันตรวจค้น 4 บริษัท บริเวณถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์
เขตบางเขน กรุงเทพฯ โดยหนึ่งในนั้นคือบริษัท บริษัท สอดอ สไตล์ จำกัด
ของยูทูบเบอร์ชื่อดัง
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.ปอศ.
ได้รับเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบบุคคลและบริษัท
เนื่องจากมีทรัพย์สินและพฤติกรรมใช้ชีวิตประจำวันอย่างฟุ่มเฟือย
ซึ่งบุคคลดังกล่าวมีการไลฟ์ อ้างว่าเสียเงินจากการเล่นพนันออนไลน์ จำนวน 35
ล้านบาท ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้ร้องจึงขอให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของทรัพย์สิน
เนื่องจากมีประชาชนบางส่วนรับชมรายการผ่านช่องทาง YouTube และเฟซบุ๊ก
ของยูทูบเบอร์คนดังกล่าว และถูกเชื้อเชิญให้ซื้อสินค้าต่าง ๆ
โดยข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน
ทางตำรวจสืบสวนจนทราบว่า บุคคลดังกล่าวเป็นยูทูบเบอร์ชื่อดัง มีผู้ติดตามหลายล้านคนในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นเจ้าของกิจการหลายบริษัท โดยพบว่าไม่ได้ยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงมีการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่าบริษัทที่ยูทูบเบอร์ชื่อดังเป็นเจ้าของกิจการ มีการยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง โดยไม่สอดคล้องกับทรัพย์สิน และพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยตามที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการใช้เงินเล่นการพนัน ตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท จึงน่าเชื่อว่ามีความผิดปกติทางบัญชี และอาจเกี่ยวเนื่องไปจนถึงการเสียภาษีประจำปี
หลังเข้าตรวจค้นพบว่า บริษัทของยูทูบเบอร์ชื่อดังและแฟนหนุ่มที่เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นนั้น มีความผิดอื่น ๆ ตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 และ พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 ในข้อหา ดังต่อไปนี้
1. ไม่ได้จัดเก็บเอกสารทางบัญชีไว้ที่สถานประกอบการ ซึ่งไม่ปฏิบัติตามมาตรา 13 โทษตาม มาตรา 31 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
2. ไม่ได้จัดทำใบหุ้นมอบให้กับผู้ถือหุ้น อันเป็นความผิดตามาตรา 8 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
3. ไม่ได้จัดทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น อันเป็นความผิดตามมาตรา 10 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
4. มีการย้ายเปลี่ยนแปลงสำนักงาน และเพิ่มสาขาที่ใช้ในการประกอบกิจการ ซึ่งไม่ส่งคำบอกการเปลี่ยนย้ายสำนักงานแก่นายทะเบียนเพื่อจดทะเบียน อันเป็นความผิดตามมาตรา 14 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
โดยทั้ง 2 บริษัท มีโทษปรับทั้งส่วนนิติบุคคล และกรรมการที่มีอำนาจลงนามในฐานะบุคคล รวมโทษปรับสูงสุดที่ 275,000 บาท ซึ่งทางตำรวจกำลังตรวจสอบเอกสารทางบัญชีของบริษัทที่อาจเข้าข่ายความผิด ในเรื่องการรายงานเท็จ แก้ไข ละเว้นการลงรายการในบัญชีหรือ งบการเงิน หรือแก้ไขเอกสารที่ต้องใช้ประกอบ การลงบัญชีเพื่อให้ผิดความเป็นจริง อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543
อย่างไรก็ตาม สอบถามคำให้การผู้ต้องหา เบื้องต้นรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาข้างต้น และอยู่ในระหว่างการตรวจสอบเรื่องเอกสารทางบัญชีของบริษัทเพิ่มเติม
ขอบคุณข้อมูลจาก ช่อง 3, เฟซบุ๊ก หมายจับกับบรรจง
