หญิงสาวรายหนึ่งร้องขอความช่วยเหลือ หลังถูกอดีตแฟนทำร้ายร่างกายถึง 4 ครั้ง แจ้งความ 3 สน. แต่คดีไม่คืบหน้า สุดท้ายผู้ก่อเหตุถูกจับกุม ก่อนตัดสินใจปลิดชีพตัวเองในห้องขัง
กรณีสาวรายหนึ่ง ถูกอดีตแฟนทำร้ายร่างกายถึง 3 ครั้ง แจ้งความถึง 3 สน. คดีไม่คืบหน้า ต้องไปขอความช่วยเหลือจาก “ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์” เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายหลังมีการนำเสนอข่าว ตร.สามารถควบคุมตัวอดีตแฟนได้แต่คนก่อเหตุตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง
รายการโหนกระแส วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 หมวย อริสรา ดำเนินรายการแทน หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดหมาย เลข 33 สัมภาษณ์ บี (นามสมมติ) ผู้เสียหาย, พ่อนา-แม่มิน แม่บุญธรรม, ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ช่วยประสานงานกับ ตร. จนช่วยควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ และ ทนายเมย์ พชริตา ศินราสินธุ์
จุดเริ่มต้นความรักที่เริ่มจากโซเชียลมีเดีย
“บี” (นามสมมติ) พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง รู้จักกับ “เขา” ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อปี 2565 ในช่วงแรกยังไม่ได้ตัดสินใจคบกัน แต่ด้วยบุคลิกที่พูดจาดี เอาใจเก่ง ดูแลเอาใจใส่ทั้งไปรับไปส่ง พาไปกินข้าว ซื้อของขวัญให้สม่ำเสมอ ทำให้บีตัดสินใจลองคบหาดูใจ ขณะนั้นทั้งคู่เป็นโสด และอดีตแฟนทำงานเป็นทหารรักษาพระองค์
อย่างไรก็ตาม ความลับสำคัญที่บีไม่รู้มาก่อนก็คือ ชายคนนี้เคยมีภาวะทางจิตและรับประทานยาจิตเวช โดยเขาเปิดเผยความจริงนี้ภายหลังจากที่คบกันแล้ว แต่ยืนยันว่าหายดีแล้ว บีจึงยอมรับเรื่องนี้ได้ เพราะคิดว่าทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว
ชนวนแรก – ทองหายกลายเป็นจุดระเบิด
ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อมีการปล่อยเงินกู้ระหว่างแฟนหนุ่มกับญาติของบี โดยบีทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ช่วงที่แฟนหนุ่มติดคุกทหาร ญาติของบีต้องการเงินกู้คืน บีจึงนำทองที่แฟนซื้อให้จำนวน 4 บาท (มูลค่ากว่า 80,000 บาท) ไปจำนำเพื่อหาเงินมาให้ แต่ญาติไม่สามารถคืนเงินและทองได้ เมื่อแฟนหนุ่มออกจากคุกทหารมาพบว่าทองหาย จึงเกิดความโกรธและเริ่มกดดันบีให้ตามทวงเงินคืน
นอกจากนี้แฟนหนุ่มยังออกจากราชการและต้องเผชิญปัญหาคดีพรากผู้เยาว์ที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้น เขาจึงโยนความผิดทั้งหมดให้บี อ้างว่าเธอทำให้เขาสูญเสียทุกอย่างและต้องรับผิดชอบหนี้รวมทั้งดอกเบี้ยรวมกัน 6 – 7 แสนบาท
ความรุนแรง 4 ครั้ง – บาดแผลที่ลึกกว่าร่างกาย
ครั้งที่ 1 (ปลายปี 2567) – เริ่มลงมือ
ครั้งที่ 2 – รุนแรงขึ้น บังคับให้กราบเท้า
ครั้งที่ 2 หนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีการขู่ว่า “ถ้าไม่เอาเงินมา จะตบทุกวัน” บีอัดเสียงไว้เป็นหลักฐาน และถูกบังคับให้กราบเท้า เมื่อกราบแล้วยังถูกกระทืบหัวซ้ำ บีแจ้งความที่ สน.สุทธิสาร อีกครั้ง แต่คดียังไม่คืบหน้า
ครั้งที่ 3 (19 ม.ค.) – หึงหวงจนเลือดออก
ชนวนคือความหึงหวง แฟนหนุ่มปักใจว่าบีนอกใจเพียงเพราะเห็นบีคุยกับเพื่อนร่วมงาน บีถูกต่อยที่ใบหน้าจนแก้มแตกมีเลือดออก และถูกเตะที่ท้องน้อย บีหนีออกมาได้ โทรให้พ่อมาช่วย และตัดสินใจเลิกกับแฟนหนุ่มอย่างเด็ดขาด พร้อมแจ้งความที่ สน.สุทธิสาร อีกครั้ง
ครั้งที่ 4 (11 กุมภาพันธ์ ) – ลักพาตัวกลางปั๊มน้ำมัน
หลังเหตุการณ์ครั้งที่ 4 บีแจ้งความที่ สน.ร่มเกล้า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ในข้อหาชิงทรัพย์ ซึ่งทำให้ตำรวจสามารถขออนุมัติหมายจับได้
การประจานออนไลน์ – ความโหดร้ายที่ไม่มีรอยฟกช้ำ
** การแชร์ภาพเหล่านี้ต่อมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
ระบบล้มเหลว – 3 สน. แต่ไม่มีใครช่วย
บีแจ้งความรวม 3 สถานี ได้แก่ สน.สุทธิสาร (2 ครั้ง), สน.ร่มเกล้า และ สน.มีนบุรี แต่กว่าคดีจะขับเคลื่อนได้จริงต้องอาศัยการนำเสนอของรายการ “โหนกระแส” และการช่วยเหลือของ ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรี พม. ซึ่งประสานงานกับตำรวจจนสามารถออกหมายจับได้
คืนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ตำรวจ 7 นายบุกจับผู้ต้องหาที่มินิมาร์ทแถวร่มเกล้า แม้ผู้ต้องหาต่อสู้อย่างดุเดือด ใช้อาวุธปืนต่อสู้เจ้าหน้าที่ และกัดตำรวจจนมีบาดแผล ก็ยังถูกควบคุมตัวได้
จุดจบในห้องขัง – ปลิดชีพเวลาตี 5 เศษ
ผู้ต้องหาถูกนำตัวส่ง สน.มีนบุรี เวลา 22.00 น. ระหว่างถูกควบคุมตัวยังโทรข่มขู่ครอบครัวบีรัว ๆ และแจ้งว่าป่วยจิตเวช รับยาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ แต่ขาดยามานาน เจ้าหน้าที่กล่าวว่าอาการเครียดชัดเจน เวลา 05.51 น. กล้องวงจรปิดบันทึกภาพเขาถอดกางเกง ผูกกับลูกกรงเหล็กในห้องขัง และทิ้งตัวลง ภายใน 2 นาที ร่างนิ่ง กว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าช่วยก็ไม่ทันเสียแล้ว ห้องขังมีผู้ต้องขังอีก 2 คนแต่ทั้งหมดหลับอยู่
ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 เมื่อผู้ต้องหาเสียชีวิต คดีอาญาทั้งหมดย่อมระงับ ไม่ว่าจะเป็นทำร้ายร่างกาย ชิงทรัพย์ พรากผู้เยาว์ และลักทรัพย์
สิทธิ์ทางกฎหมายที่บียังมี
แม้คดีอาญาระงับ บียังมีสิทธิ์ดำเนินการดังนี้
– เรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งจากทายาทที่รับมรดกของผู้เสียชีวิต ทั้งค่าทำร้ายร่างกายและค่ารักษาพยาบาล
– ขอรับเงินเยียวยาจากกระทรวงยุติธรรม
– ประสาน ดีอี หรือตำรวจไซเบอร์ ให้ระงับภาพที่ยังแพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย
กรณีของบีสะท้อนให้เห็นช่องโหว่สำคัญในระบบยุติธรรมไทย เมื่อผู้เสียหายต้องพบเจอความรุนแรงซ้ำๆ ถึง 4 ครั้ง แจ้งความถึง 3 สถานีตำรวจ แต่ไม่มีการดำเนินคดีอย่างจริงจัง จนต้องพึ่งพาสื่อมวลชนและเครือข่ายภาครัฐกว่าจะขับเคลื่อนได้
ผู้เชี่ยวชาญและทนายความต่างชี้ตรงกันว่า หากตำรวจดำเนินการตั้งแต่ต้น เรื่องทั้งหมดคงไม่บานปลายมาถึงจุดนี้ ดร.ธนกฤต เตือนว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ควรถูกมองข้าม และระบบติดตามคดีต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจน
