เปิดแนวทางหลัง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แพ้โหวต ไปไม่ถึงตำแหน่งนายกฯ รอบแรก จ่อเสนอชื่อซ้ำรอบสอง เผยแนวทาง หากยังไม่ได้อีกจะทำอย่างไร
หลังจากตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ได้มีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้เป้นแคนดิเดตนายกฯ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเพียงคนเดียว
โดยหลังจากเปิดให้สมาชิกลงมติเสร็จสิ้น ที่ประชุมรัฐสภามีมติ “ไม่เห็นชอบ” ให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยมติไม่เห็นชอบ 182 เสียง งดออกเสียง 199 เสียง เห็นชอบ 324 เสียง ทำให้นายพิธา ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากคะแนนเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก ประธานรัฐสภาจึงนัดการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ เป็นครั้งที่ 2 ต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่า กำหนดโหวตครั้งที่ 2 คือวันที่ 19 กรกฎาคม 2566
ล่าสุด หลังจากการโหวตนายกรัฐมนตรี นายพิธา ให้สัมภาษณ์ว่า
ผลการลงมติที่เกิดขึ้นนั้นก็ต้องยอมรับในการลงมติ แต่ว่ายังไม่ยอมแพ้
ยอมรับว่ามีแรงกดดดันกับ ส.ว. แต่จะหายุทธศาสตร์รวบรวมเสียงต่อไป
หลังจากนี้จะพุ่งเป้าไปที่การโหวตในรอบที่ 2 ก่อน ซึ่งในการโหวตครั้งที่ 2
นั้น ตนเองก็ยังจะเสนอเรื่องการแก้ไข ม.112 เหมือนเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนี้ ทาง 8 พรรคร่วม
น่าจะยังเสนอชื่อนายพิธาอีกเป็นรอบที่ 2 เหมือนเดิม หากยังไม่ผ่านอีก
ก็จะมีการหารือกันว่าจะเสนอชื่อนายพิธา เป็นครั้งที่ 3 อีกหรือไม่ โดยหลัก ๆ
จะมี 3 แนวทางที่น่าจะเกิดขึ้นได้คือ
1. ส.ส. เสียงข้างมากยืนยันเสนอแคนดิเดตนายกฯคนเดิม
2. เสนอชื่อแคนดิเดตนายกคนใหม่
3. ใช้กลไกนายกคนนอก เลือกคนนอกบัญชี
ภาพจาก SPhotograph / Shutterstock.com
ทั้งนี้มีความเป็นไปสูงที่จะมีการยืนยันเสนอแคนดิเดตนายกฯคนเดิมเป็นครั้งที่
3 แต่ประเด็นจำนวนครั้งที่สามารถเสนอแคนดิเดตนายกฯ ซ้ำได้กี่รอบนั้น
ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะบางฝ่ายมองว่าการเลือกนายกฯ
ไม่ควรเสนอชื่อคนเดิมหลายครั้ง เนื่องจากจะเป็นการดึงเวลาให้ยาวออกไป
ก็จะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ
และกฎหมายสำคัญอีกหลายฉบับล่าช้า
ขณะที่บางส่วนมองว่า การเสนอชื่อโหวตเลือกนายกฯ
ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าจะเสนอใครได้กี่ครั้ง
เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นคนเดิมหรือคนใหม่
แต่เบื้องต้นต้องเป็นคนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
กำหนดคุณสมบัติครบถ้วน
โดยประเด็นนี้ต้องจับตาว่าจะกลายเป็นปัญหาในอนาคตหรือไม่เพราะสุดท้ายหากนายพิธา
ได้เป็นนายกฯ แล้วภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “กระทำไม่ได้”
จะทำให้การประชุม ครม. ที่ผ่านมาเป็นโมฆะหรือไม่
