ครูสาวใจสลาย เล่าทั้งน้ำตา สามีป่วย ถึงมือหมอแล้วแต่ถูกปฏิเสธตรวจคลื่นหัวใจ – ไล่กลับบ้าน บอกแค่แพนิก ซ้ำด่าเธอประสาทแดก สุดท้ายช็อกดับเมื่อถึงบ้าน ฝั่งหมออ้างแค่วินิจฉัยผิด
เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ กรณีครูสาวรายหนึ่ง โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องความยุติธรรม หลังต้องสูญเสียสามีกะทันหันทั้งที่ไปถึงมือหมอแล้ว แต่หมอกลับวินิจฉัยผิด ทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง โดยระบุว่า “ถ้าหมอตั้งใจตรวจคนไข้ ไม่วินิจฉัยว่าเป็นโรควิตกกังวล ไม่ด่าเราประสาท ทั้งที่พยายามขอให้ตรวจเขาที แต่ก็ให้กลับบ้านเฉย ๆ …. คงไม่ตาย“
พี่ที่ทำงานจึงรีบพาไปส่งที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน อ.บ้านโป่ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม เธอทราบแล้วก็รีบตามไปหาสามี พยายามอธิบายว่ามาด้วยอาการเจ็บขึ้นอก เหงื่อแตกพลั่้ก รวมถึงแจ้งว่าสามีมีประวัติไขมันสูง พยาบาลซักประวัติแล้วส่งไปที่แผนกอายุรกรรม แต่ถูกตีคืนบอกว่าต้องมีผลเลือดกับผลคอเรสเตอรอลก่อน ซึ่งสามีเธอกินขนมปังตอนเช้าไปแล้ว จึงยังตรวจไม่ได้
จากนั้นสามีถูกส่งไปหาหมอกระดูก เพราะเคยมาหาหมอเรื่องเอ็นข้อมืออักเสบ ทั้งที่สามียืนยันว่า “อาการปวดครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม แต่มันปวดร้าวขึ้นมาถึงหน้าอก” หมอกระดูกก็งงว่าส่งมาหาเขาทำไม
เมื่อเธอเล่าอาการให้ฟังอย่างละเอียด ว่าสามีเหงื่อแตกพลั่ก หมอก็บอกว่าใครก็เหงื่อแตกพลั่กได้ อากาศร้อนก็เหงื่อแตกพลั่ก วิตกกังวลก็เหงื่อแตกพลั่ก ยิ่งอยู่กับแฟนที่เป็นประสาทแดกก็ยิ่งแย่
หมอบอกว่าสามีมีอาการเช่นนี้ก็เหมือนเด็กกลัวเข็ม เลยมีอาการเหงื่อออกตื่นเต้น แม้เธอจะย้ำว่าไม่ปกติ เพราะหากสามีไม่เจ็บจริง ๆ คงไม่พูด แต่กลับถูกหมอบอกว่า “คุณน่ะประสาทแดก แฟนคุณถึงได้วิตกกังวลจนเหงื่อออก“
เมื่อเธอบอกสงสัยว่าสามีอาจเป็นโรคหัวใจ หมอก็หาว่าทางภรรยาไปหาข้อมูลบนกูเกิลหรือ AI มากเกินไป จนคิดว่าตัวเองเก่งกว่าหมอ
สุดท้ายพวกเธอก็ไม่ได้รับยา ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เพราะหมอบอกว่า “คุณเป็นโรคกลัวเข็มฉีดยา วิตกกังวล คิดไปเอง“
เธอตั้งใจจะพาสามีไปกลับหาหมอที่คลินิกนอกเวลาของโรงพยาบาล แต่หลังจากกลับมาบ้าน ในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. สามีเธอเกิดอาการช็อกและเสียชีวิตลงในที่สุด ทิ้งเธอและลูกน้อยวัย 1 ขวบ 6 เดือน ไว้เบื้องหลัง
ผลชันสูตรต่อมาแล้วยืนยันว่า สามีมีหลอดเลือดหัวใจตีบ 2 เส้น
ทางภรรยายังลงคลิปเล่าเหตุการณ์ทั้งน้ำตา ชี้ว่าหากหมอสนใจสามีเธอสักนิด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้ ดูแลเกี่ยวกับหัวใจไม่มาพูดพล่ามแบบนั้น สามีก็คงยังมีชีวิตอยู่ ทั้งที่ตอนนั้นเธอก็บอกแล้วว่าแม้จะมาด้วยสิทธิประกันสังคม แต่ก็พร้อมจ่าย ให้ย้ายโรงพยาบาลก็ได้ โอนสิทธิ์ก็ได้ หรือยังไงก็ได้ แต่ไม่พยายามช่วยคนไข้เลย จนคนไข้ตาย
