In Thailand

กระทู้ pantip สาวไปเดินห้าง กลับมาบ้านนั่งร้องไห้ เข้าบูธไปแล้วเสียเงินครึ่งแสน พร้อมแนะวิธีเอาคืน

กระทู้ pantip สาวไปเดินห้าง กลับมาบ้านนั่งร้องไห้ เข้าบูธไปแล้วเสียเงินครึ่งแสน พร้อมแนะวิธีเอาคืน
Written by Thailand News


        สาวไปเดินห้าง โดนลากเข้าบูธสกินแคร์ จากที่ต้องจ่ายเงินแค่ค่าสครับ กลับต้องจ่ายค่าสกินแคร์เกือบครึ่งแสน กลับมาบ้านนั่งร้องไห้ เงินเก็บ 4 เดือนหายวับ พร้อมแนะจะเอาเงินคืนอย่างไร



เดินห้าง

ภาพจาก shutterstock.com / YIUCHEUNG

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

          หากใครที่ไปเดินห้างคงเคยเจอกับประสบการณ์มีคนมาขอให้ทดลองสินค้า รับเทสเตอร์น้ำหอม ทดลองสครับหน้า หรือแจกคูปอง ซึ่งในหลาย ๆ ครั้ง มักเป็นการพาคนเข้าไปในร้าน เสนอบริการ และจบที่ลูกค้าเสียเงินซื้อคอร์สหรือสินค้าจำนวนมากในแบบงง ๆ

          ทั้งนี้ คุณ สมาชิกหมายเลข 3976758 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ได้ออกมาร่วมแชร์เรื่องราวว่า เธอได้ไปเดินที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในย่านพระราม 3 ซึ่งเธอแค่ต้องไปซื้อไอศกรีม แต่ตอนที่เดินห้างก็มีคนมาชวนให้ทดลองผลิตภัณฑ์สครับผิว ซึ่งเธอก็ไม่ติดอะไร แม้ผลิตภัณฑ์สครับผิวจะอยู่ในราคาที่สูงแต่ก็จ่ายไหว เธอจึงจ่ายเงินในราคา 2,280 บาท

          สักพัก ทางพนักงานก็แจ้งว่าจะสปาหน้าให้ฟรี เธอได้ปฏิเสธไปครั้งแรก แต่เขาก็บอกว่าใช้เวลาไม่นาน อยากให้ลอง ไม่เคยมีใครได้ เธอจึงตอบตกลง แล้วพนักงานก็พาไปคอกเล็ก ๆ ที่เป็นผนังปิดกั้น ด้านซ้ายเป็นพนักงานเซลส์ ด้านหน้าเป็นหัวหน้านั่งตรงปลายเท้า ระหว่างที่สปาหน้าก็มีการให้ความรู้ บอกสรรพคุณต่าง ๆ ของสินค้า และมีการบอกโปรโมชั่นสินค้า โดยโปรโมชั่นแรกคือ จะเสนอลดราคาสินค้าให้ 50% ของสินค้าราคาเต็มกว่า 39,990 บาท และโปรโมชั่นที่ 2 คือ ทางร้านเอาสกินแคร์มาวาง 5 ชิ้น แต่ละชิ้นมีระบุราคาไว้ชัด บางชิ้นราคาสูงถึง 5,900 บาท ทางร้านบอกว่า หากยอมจ่ายสินค้าชิ้นแรกในราคาเต็ม 39,990 บาท จะได้สินค้า 5 ชิ้นฟรีทันที

เดินห้าง

          เธอได้ปฏิเสธและบอกว่า สินค้านั้นเราคาสูงเกินไป ตนไม่เคยจ่ายให้กับการบำรุงหน้ามากขนาดนี้ แต่ทางร้านก็บอกว่า สินค้าทั้งหมดราคาเกือบแสนบาท จ่ายเงินแค่ 39,990 บาท ถือว่าคุ้มมาก จากนั้นทางร้านก็เอาคิวอาร์โค้ดมาให้สแกนจ่าย และยุว่าซื้อของ 5 ชิ้นอย่างไรก็คุ้ม ตอนนั้นเธอกำลังสปาหน้า และหน้ายังไม่ได้ล้าง จึงออกมาจากร้านไม่ได้ เมื่อทนแรงกดดันไม่ไหว เธอจึงยอมจ่ายไป และทางนั้นก็แถมสินค้าให้เธอเป็นสครับผิวที่จ่ายไปครั้งแรก เท่ากับว่าเธอจ่ายเงินเพิ่ม 37,710 บาท

          เมื่อออกมาได้แล้ว เธอก็ไม่ได้ไปไหน ถือสินค้ามูลค่ากว่า 39,990 บาท นั่งมอเตอร์ไซค์กลับบ้านแล้วมานั่งร้องไห้ว่าทำอะไรลงไป ทำไมใจไม่แข็ง ทำไมไม่ปฏิเสธ ซึ่งเมื่อมาเทียบกับสกินแคร์เคาน์เตอร์แบรนด์หลายเจ้าชื่อดัง ราคาก็ไม่สูงขนาดนี้ และยิ่งคิดได้ก็ยิ่งเวทนากับความสะเพร่าของตัวเอง เงินเก็บ 4 เดือนหายไปกับตา เธอคงเกลียดการขายแบบนี้ไปอีกนาน และฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนด้วย

หลายคนชี้ พนักงานถูกเทรนนิ่งมาอย่างดี ให้รับมือการปฏิเสธ พร้อมแนะวิธีการออกมาจากสถานการณ์นั้น

         
ทั้งนี้ ได้มีคนมาถามว่า เธอเป็นคนปฏิเสธคนไม่เก่งหรือเปล่า
เพราะแบบนี้คือทำตัวเองเดือดร้อน ซึ่งเจ้าของโพสต์ก็ยอมรับว่าตนกลัว
เวลาคนมาตื้อมักทำตัวไม่ถูก ทำให้ขาดสติในการฏิเสธ บางคนก็บอกว่า
กลยุทธ์การขายแบบนี้ จะเน้นจิตวิทยาและมีการข่มขู่ จึงไม่แปลกใจที่ใคร ๆ
จะตกเป็นเหยื่อ แม้ว่าลูกค้าจะปฏิเสธไปแล้วและปฏิเสธไปหลายครั้ง
แต่พนักงานจะถูกเทรนว่าให้พูดตามสเต็ป 1 2 3 4
และมีวิธีการรับมือกับการถูกปฏิเสธจากลูกค้าเแบบเป็นชั้น ๆ ว่าต้องทำอย่างไร
จนสุดท้าย คนที่ถูกลากเข้าบูธก็ต้องยอมเสียเงิน

ในขณะที่บางคนก็บอกว่า วิธีการเลี่ยงเวลาเจอบูธเหล่านี้ตามห้าง คือ

         
          1. เดินเลี่ยงไปทางอื่น หรือถ้าต้องเดินผ่านให้แกล้งทำเป็นคุยโทรศัพท์
          2.
ถ้าเจอดัก จะทาครีม ให้รับเทสเตอร์ แจกคูปองอะไร
ให้บอกคำเดียวเลยว่าไม่เอาไม่รับ และอย่าลังเล ไม่ต้องมองหน้าหรือมีบทสนทนา
ให้เดินหนีโดยไว สับขาได้ก็ผ่านไปเลย
          3. ถ้าหลงเข้าไปและโดนหว่านล้อมใหซื้อ ให้บอกว่าไม่มีบัตรเครดิต ตกงาน เป็นหนี้ พูดไปชัด ๆ เลยว่าไม่มีเงินจะกินข้าวแล้ว

         
เรื่องแบบนี้คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจ
แต่บางทีมันก็เป็นเรื่องที่อธิบายยากเหมือนกันว่าทำไมถึงยอม
และคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นบทเรียนที่ใหญ่มาก
หากเดินห้างแล้วเจออะไรแบบนี้ ให้คิดว่าเราเป็นลูกค้ามาเดินห้าง
ไม่มีภาระผูกพันกับบูธขายสินค้าหรือคลินิก ต่อให้เราลองแล้วไม่ซื้อ
ก็ไม่ใช่ความผิดของเรา ไม่มีใครทำอะไรเราได้ แต่ถ้าเขามาบังคับ ข่มขู่
ทำให้ไม่สบายใจ เราต่างหากที่สามารถร้องเรียนกับทางห้างได้

บทสรุป วิธีการเรียกเงินคืน โทร. ติดต่อบริษัท ผ่านการเจรจา ขอให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญ

         
จากนั้น เธอได้มาอัปเดตว่า เธอได้ติดต่อไปทางบริษัท
และทางบริษัทก็รับเรื่องเอาไว้ ทางนั้นยินยอมที่จะมอบส่วนลดให้ 15%
เป็นเงิน 7,000 บาท และจะมอบสินค้าให้ใช้ฟรี แต่เธอไม่เอา
และขอเงินคืนอย่างน้อย 15,000 บาท เพราะสินค้าบางส่วนได้แกะไปแล้ว
จนนำไปสู่การเจรจากับบริษัท เธอยืนยันที่จะไม่ขอเจอตัวพนักงานขายคู่กรณี
เพราะยอมรับว่ากลัว ไม่สะดวกใจที่จะเจอหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น

         
สุดท้าย เมื่อได้ทำการพูดคุยกัน
ทางบริษัทได้รับคืนของทั้งหมดที่ยังไม่ได้แกะ แลกกับเงินส่วนหนึ่ง
ซึ่งในระหว่างที่เจรจา เธอได้ถามว่าเกิดเรื่องแบบนี้บ่อยไหม
ทางบริษัทบอกว่ามี และเคสของเธอถือเป็นเคสที่เบามาก
พร้อมขอบคุณทุกคนที่เข้าใจและให้กำลังใจ
และถือว่านี่คือบทเรียนชิ้นใหญ่ของเธอ





Source link

About the author

Thailand News

Leave a Comment

Translate »