
กรมที่ดินสั่งเพิกถอนที่ดินแม่ธนาธร น.ส.3 ก. จำนวน 59 ฉบับ เนื้อที่กว่า 2 พันไร่ หลังพบรุกป่าจริง ชี้ ยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน หลังได้รับแจ้งคำสั่ง
กรมที่ดินได้มีคำสั่งเพิกถอน น.ส.3 ก. จำนวน 59 ฉบับ เนื้อที่รวม 2,111-1-69 ไร่ ที่ได้ออกเมื่อปี พ.ศ. 2521 ตามโครงการเดินสำรวจ น.ส.3 ก. โดยใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศ มิได้แจ้งการครอบที่ดิน โดยบริเวณที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตป่าถาวร “ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี (หมายเลข 85)” ซึ่งต่อมาได้ประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ “ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำชี” เมื่อปี พ.ศ. 2527 จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 58 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ห้ามดำเนินการในเขตป่าไม้ถาวร และเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้ออก น.ส.3 ก. ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2479) ข้อ 3 ซึ่งบังคับอยู่ในขณะนั้น
คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า น.ส.3 ก.
ดังกล่าวออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมควรเพิกถอนทั้ง 59 ฉบับ
กรมที่ดินจึงมีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 747/2565 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2565
เพิกถอน น.ส.3 ก. ทั้ง 59 ฉบับ
กรณีสืบเนื่องจากศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ (ศก.พป.)
กรมป่าไม้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและส่งเรื่องให้กรมที่ดินพิจารณาดำเนินการเพิกถอน
น.ส.3 ก.
ซึ่งจากการสอบสวนปรากฏว่ามีการตรวจสอบข้อมูลตำแหน่งพิกัดในพื้นที่จริง
และย้ายรูปแปลง น.ส.3 ก.ดังกล่าว จากระวางรูปถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1 :
5,000 ลงในระวางรูปถ่ายทางอากาศ มาตราส่วน 1 : 4,000 ปรากฏว่า น.ส.3 ก.
ทั้ง 59 ฉบับ ตำแหน่งที่ดินอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร
ที่กรมพัฒนาที่ดินได้ขีดเขตป่าลงในระวางแผนที่
และยืนยันเป็นแนวเขตที่ได้ขีดไว้แล้วทั้งแปลง
อีกทั้งกรมป่าไม้ยืนยันแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ได้ขีดเขตไว้ในระวางแล้วเช่นกัน
ส่วน น.ส.3 ก. อีก 1 ฉบับ
บางส่วนได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในเขตป่าไม้ถาวรดังกล่าว
เรื่องอยู่ระหว่างจังหวัดราชบุรีจัดทำรูปแบบแผนที่กันเขต น.ส.3 ก.
หรือเพิกถอนบางส่วนให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงต่อไป
นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่เอกสารคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 747/2565 เรื่อง
การเพิกถอน น.ส.3 ก. ซึ่งในวรรคสุดท้าย ระบุข้อความว่า
“คำสั่งนี้เป็นคำสั่งทางปกครองอันอาจอุทธรณ์ต่อไปได้
หากผู้มีส่วนได้เสียประสงค์จะอุทธรณ์ หรือโต้แย้งคำสั่งนี้
ให้ยื่นอุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมที่ดิน ณ กรมที่ดินภายใน 15 วัน
นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งตามนัยมาตรา 44 แห่ง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 4
(พ.ศ.2540) ออกตามความใน พ.ร.บ. ดังกล่าวแล้ว
ไม่ว่าจะมีคำวินิจฉัยของผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ก็ตาม
ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่ผู้ฟ้องคดีมีภูมิลำเนาหรือศาลปกครองเพชรบุรีที่มูลคดีเกิดขึ้น
หรือส่งคำฟ้องทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองดังกล่าวภายในระยะเวลา 90
วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542″
ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
