สาวเสพติดการแต่งหน้า ไม่กล้าอวดหน้าสดให้ใครเห็น แฟนคบมา 5 ปีก็ยังไม่เคยโชว์ให้ดู แต่งหน้ายันตอนนอน จนวันนี้ยอมเปิดหน้า คนชมความสวยตามธรรมชาติ
สำหรับสาว ๆ หลายคน การแต่งหน้าอาจเป็นหนึ่งในการเสริมภาพลักษณ์ของตัวเอง แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เลือกจะใช้เครื่องสำอางบนใบหน้ามาเป็นเกราะป้องกัน เสริมสร้างความมั่นใจและปกปิดตัวตนของตัวเองไว้ จนรู้สึกอึดอัดใจเกินกว่าจะเผยใบหน้าที่ไร้การแต่งแต้มให้คนภายนอกได้เห็น สำหรับ เอมี่ ร็อบบ์ วัย 29 ปี จากไอร์แลนด์เหนือ ก็เป็นหนึ่งในสาว ๆ เหล่านั้น อย่างไรก็ตามในเคสของเธอนี้อาจเรียกได้ว่าถึงขั้นเสพติดเลยก็ว่าได้
สำหรับ เอมี่ เธอจะรู้สึกมั่นใจขึ้นอีก 100% หลังแต่งหน้า และจะไม่มีวันให้ใครก็ตามได้เห็นหน้าสดของเธอเด็ดขาด แม้กระทั่งแฟนหนุ่มที่คบหากันมา 5 ปี เธอจะเข้านอนทั้ง ๆ ที่แต่งหน้า และจะตื่นขึ้นมาเวลา 04.15 น. ในทุกเช้าเพื่อจัดแจงแต่งหน้าใหม่ ยิ่งวันไหนมีแฟนมาค้างด้วยเอมี่ก็ยิ่งนอนแทบไม่หลับ เพราะเป็นกังวลว่าเครื่องสำอางจะหลุดออกมาตอนนอน และเธอจะไม่ให้เขาเห็นเธอเด็ดขาด ถ้าไม่แต่งหน้า
สำหรับอาการเสพติดการแต่งหน้าของเธอ
เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนที่เอมี่อายุเพียง 13 ปี
หลังญาติลองแต่งหน้าให้เธอครั้งแรก เธอคิดว่าตัวเองดูดีขึ้นมาก ๆ
แถมหลังจากนั้นเธอยังมีปัญหาสิวจนหน้ามีจุดกระจายอยู่ทั่ว
มันยิ่งทำให้เธออึดอัดกับผิวของตัวเองมาก ๆ เธอพยายามรักษาสิวทุกทาง
ตั้งแต่การใช้ครีมจนถึงใช้ยาแก้สิวแรง ๆ แต่ผลลัพธ์ก็ยังไม่น่าพอใจ
เธอจึงเลือกจะปกปิดผิวหน้าไว้เบื้องหลังเครื่องสำอาง
เอมี่ยอมรับว่า รู้สึกรังเกียจตัวเองหากไม่แต่งหน้า
การจมอยู่ในความมืดมิดและความหดหู่หนักขึ้นเรื่อย ๆ
ทำให้การแต่งหน้าเป็นเหมือนเกราะนิรภัยที่ห่อหุ้มตัวเธอ
และเธอก็รู้สึกเหมือนคนอื่นจะมองเธอว่าน่าเกลียด ถ้าได้เห็นหน้าสด
สำหรับสไตล์การแต่งตัวของเอมี่ เธอเปรียบเทียบตัวเองกับตุ๊กตาบาร์บี้
เพราะเธอทั้งผอม ทำผิวสีแทน ย้อมผมบลอนด์ และแต่งหน้าแบบจัดเต็ม
โดยจะใช้รองพื้นแบบหนาพิเศษ รวมถึงคอนซีลเลอร์ และเครื่องสำอางอื่น ๆ
ทั้งยังติดขนตาปลอมเข้าไปด้วย
ด้วยความที่เธอต้องมาทำงานที่ร้านเบเกอรี่ตอน 06.00 น. ทำให้เธอจำต้องตื่นแต่เช้าในเวลา 04.15 น. เพื่อลุกขึ้นมาแต่งหน้า
นอกเหนือจากความไม่มั่นใจในเรื่องใบหน้า ในช่วงที่เอมี่เป็นวัยรุ่น
เธอยังเผชิญอาการผิดปกติด้านการกิน จากโรคกลัวอ้วน (Anorexia Nervosa)
หรือโรคคลั่งผอม เธอต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะพยายามจบชีวิตตัวเองตอนอายุ 17
ปี ซึ่งเธอยอมรับว่า
ไม่รู้เลยว่าอะไรคือต้นเหตุที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นโรคนี้รวมถึงเสพติดการแต่งหน้า
แต่จำได้ว่าตอนนั้นตัวเองรู้สึกหดหู่มาก ๆ
และไม่มีความสุขกับสิ่งที่เป็นเลย
แม้หลังจากนั้นเธอจะเข้ารับการบำบัดจนสามารถเพิ่มน้ำหนักตัวขึ้นมาได้
แต่สภาพจิตใจของเธอยังคงเปราะบาง ในขณะที่เอมี่ต่อสู้กับโรคซึมเศร้า
เธอก็เข้าโรงพยาบาลอีก 2 ครั้งในเดือนมิถุนายน และพฤศจิกายน 2558
จากความพยายามฆ่าตัวตาย
อย่างไรก็ตาม
ชีวิตใหม่ของเอมี่เริ่มขึ้นหลังจากนั้น
เธอยอมรับว่าการที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนาน 8 สัปดาห์และเพิ่งจะได้ออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2558 ทำให้อะไรหลาย ๆ
อย่างในตัวเธอเปลี่ยนไป
ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เธอไม่ได้แต่งหน้าเป็นเวลานานขณะอยู่ในโรงพยาบาล
นับจากนั้นเธอก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้อยากแต่งหน้าอีกแล้ว
และยังสงสัยว่าทำไมต้องแต่งหน้าเพื่อทำให้ตัวเองกลายเป็นที่ชื่นชม
ทุกอย่างที่เธอต้องการก็แค่เป็นตัวของตัวเอง
และเพื่อเริ่มการเปลี่ยนแปลง จากการแต่งหน้าแบบจัดเต็มด้วยรองพื้นหนา ๆ
เธอเปลี่ยนมาใช้คอนซีลเลอร์บาง ๆ และปัดมาสคาร่าในโอกาสพิเศษ
เธอเริ่มมั่นใจในผิวหน้าตามธรรมชาติของตัวเองมากขึ้น
จนถึงขั้นที่กล้าอวดให้โลกได้เห็นถึงใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางของเธอ
เอมี่ ที่เลิกกับแฟนเก่าไปตั้งแต่ต้นปี 2559
ยอมรับว่าชีวิตของเธอแฮปปี้และเป็นอิสระมากขึ้น
และเมื่อมองย้อนกลับไปดูการแต่งหน้าแบบเดิม ๆ
ก็ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองในตอนนั้นค่อนข้างจะดูน่ากลัวไม่ใช่น้อย
ทั้งนี้ นับจากได้พลิกชีวิตใหม่ เอมี่ก็หันมาใช้ความมั่นใจที่เพิ่งค้นพบ
ในการทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้น
และเขียนบล็อกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนมากมาย จนถึงขณะนี้ในปี 2565
แม้ว่าเธอจะยังเผชิญปัญหาสุขภาพบางอย่าง แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้
และยังคงฝากเรื่องราวดี ๆ ไว้เพื่อให้ข้อคิดแก่คนอื่น ๆ เสมอ พร้อม ๆ
กับท้าทายตัวเองในทุก ๆ วัน
ขณะที่ชาวเน็ตเมื่อได้อ่านเรื่องราวของเธอ
ต่างก็เข้ามาร่วมให้กำลังใจและชื่นชมเธอ
บอกเลยว่าเธอไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าเพื่อทำให้ตัวเองดูสวยเลย
และดีใจที่เธอได้เห็นความงดงามของตัวเอง ใบหน้าของเธองดงามพออยู่แล้ว
พวกเขาดีใจที่เธอสบายใจกับผิวหน้าของตัวเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก mirror.co.uk, mirror.co.uk/tv
