ไวรัลอาหาร 4 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็นนาน เสี่ยงอันตรายต่อร่างกาย ได้แก่ แตงโม กล้วยดิบ กระเทียม อาหารกระป๋อง อันนี้ข่าวปลอมหรือไม่ ก่อนศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ยืนยันว่าเป็นข่าวจริง
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
ตอนนี้ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างมีการแชร์เรื่องราว อาหาร 4 ประเภทที่ไม่ควรแช่ตู้เย็นนาน เสี่ยงอันตรายต่อร่างกาย ได้แก่ แตงโม, กล้วยดิบ, กระเทียมหรือหอมหัวใหญ่ และอาหารกระป๋อง ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือเท็จ เพราะยังไม่เจอที่มาชัดเจน
ล่าสุด วันที่ 8 พฤษภาคม 2567 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม รายงานถึงประเด็นนี้ว่า จากการตรวจสอบกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เรื่องนี้ เป็นเรื่องจริง เพราะการเก็บของเหล่านี้ใส่ในตู้เย็นตลอด นำไปสู่การเกิดสนิมหรือเชื้อราได้ หรืออาจทำให้อาหารเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสี กลิ่น รส คุณค่าของอาหาร โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียชนิดโบทูลินั่มที่ส่งผลเสียต่อระบบประสาทอย่างรุนแรง ได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน อาการอัมพาตของกล้ามเนื้อต่าง ๆ สายตาพร่ามองเห็นเป็นภาพซ้อน ซึม ง่วง กลืนอาหารไม่สะดวก ลิ้นและคออักเสบ กล้ามเนื้อต้นคออ่อนแรงจนยกหัวไหล่ไม่ขึ้น หากไม่ได้รักษาอาการโดยทันทีอาจจะเสียชีวิตด้วยระบบหายใจล้มเหลว
สำหรับอาหารที่ไม่ควรแช่ตู้เย็นนาน ได้แก่
1.
แตงโม เป็นผลไม้ที่มีน้ำเยอะ
เมื่อโมเลกุลน้ำโดนความเย็นทำให้มีความหนาแน่นมากขึ้นจนเนื้อแตงโมมีความฉ่ำน้ำ
ชุ่มน้ำ รสชาติแย่ลง เรียกการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ว่า การสะท้านหนาว
สามารถพบได้ในผลไม้ที่มีอุณหภูมิต่ำเกินไป
2. กล้วยดิบ
เป็นผลไม้ที่มีความไวต่อการสะท้านหนาว
เปลือกกล้วยจะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่า 8 องศาเซลเซียส
และความเย็นจะไปยับยั้งความสุกของกล้วย นั่นคือ
การยับยั้งการทำงานของก๊าซเอทิลีน
ซึ่งการรับประทานกล้วยดิบจะทำให้มีสารแทนนินสูง
และมีแป้งที่เอนไซม์ไม่สามารถย่อยได้จนเกิดอาการท้องผูก
3. กระเทียม หอมหัวใหญ่ ถ้าเก็บในตู้เย็นจะทำให้เน่าเสียเร็วกว่าเดิม
เพราะตู้เย็นมีความชื้น ทำให้เกิดเชื้อราได้
และเชื้อราเหล่านี้อาจผลิตสารพิษที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ ตับ
และเป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ ความเย็นทำให้เนื้อสัมผัสหอมหัวใหญ่เหี่ยว
นิ่ม ไม่น่ารับประทาน
4. อาหารกระป๋อง
ถ้าหากมีความชื้นและออกซิเจนในตู้เย็น อาจทำให้กระป๋องเกิดสนิมได้
ถ้าเรารับประทานอาหารที่ปนเปื้อนโลหะหนัก จะเป็นพิษต่อตับ
เป็นสารก่อมะเร็งภายหลัง
ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม
