วิวาห์สะพรึง เจ้าบ่าวหมาด ๆ สิ้นใจหลังแต่งงาน 40 วัน ญาติชี้ต้นเหตุจากเพื่อนเจ้าบ่าว 4 คน จี้เอาผิดจนโดนจับ ดำเนินคดี
วันที่ 3 ตุลาคม 2566 เว็บไซต์ Phu Nu & Phap Luat รายงานว่า เพื่อที่จะเตรียมพร้อมสำหรับโมเมนต์สำคัญที่สุดในชีวิต นายลี่ ชายจีนวัย 20 ปี ได้ขอให้เพื่อน 4 คนที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กจนสนิทเหมือนพี่น้อง มาทำหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ แต่เขาไม่รู้เลยว่านั่นจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต และนำไปสู่โศกนาฏกรรมสุดเศร้า
รายงานเผยว่า นายหลี่ เติบโตมาในครอบครัวที่ยากลำบาก เนื่องจากพ่อจากไปตั้งแต่เขายังเล็ก แม่กับลูก ๆ ทั้ง 3 คน จึงต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้รอดชีวิตอยู่ได้ ในขณะที่คนรักของนายหลี่ มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ไม่ง่ายเลยที่หนุ่มจน ๆ อย่างเขาจะได้แต่งงานด้วย ดังนั้นเพื่อจะให้ได้รับคำยินยอมจากพ่อแม่เธอ เขาจึงทำงานหนักมาก ๆ มาเป็นเวลาหลายปี
ในที่สุดความจริงใจของเขาก็เอาชนะใจพ่อแม่แฟน
และได้รับอนุญาตให้แต่งงานกัน นายหลี่มีความสุขมาก
เขาอยากจัดงานแต่งงานที่เปี่ยมไปด้วยความหมายเพื่อภรรยา
และยังทำการคัดเลือกเพื่อนเจ้าบ่าวอย่างระมัดระวัง
ก่อนจะวางใจขอให้เพื่อนที่สนิทเหมือนพี่น้อง 4 คน มาทำหน้าที่นี้
อย่างไรก็ตาม
บ้านเกิดของหลี่มีธรรมเนียมแปลก ๆ
คือการที่เจ้าบ่าวจะต้องถูกทุบตีในวันแต่งงาน
โดยเชื่อว่ายิ่งเจ้าบ่าวถูกฟาดแรงเท่าไหร่
ก็ยิ่งมีความสุขกับชีวิตคู่มากเท่านั้น
ก่อนหน้านี้นายหลี่ก็เคยเห็นเจ้าบ่าวคนอื่นถูกทุบตีจนเลือดออกจมูกและหน้าบวมมาแล้ว
เขาจึงจงใจเลือกคนที่โตมาด้วยกันมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว
โดยไม่คิดว่านั่นคือการตัดสินใจที่ผิดพลาด
ธรรมเนียมสุดอันตราย สู่หายนะ
ในวันที่
6 กุมภาพันธ์ 2556 นายหลี่เดินทางมารับเจ้าสาวแสนสวยถึงบ้าน
พาเธอขึ้นรถแต่งงานไปยังสถานที่จัดพิธี ระหว่างนั้นเขายังปลอบภรรยาว่า
“มันอาจจะมีเสียงดังหน่อยตอนลงรถ ไม่ต้องกลัวนะ พวกเขาไม่ทำอะไรมากหรอก”
เมื่อรถแต่งงานถึงที่หมาย
เจ้าบ่าวก็ลงจากรถ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะประคองภรรยาลงมา
นายหลี่ก็ถูกห้อมล้อมไปด้วยญาติและเพื่อน ๆ จำนวนมาก
ซึ่งพากันต้อนรับเขาด้วยหมัดและฝ่ามือเป็นชุด จนเขาต้องร้องขอความเมตตา
แต่เสียงร้องของเขากลับถูกเมิน นายหลี่ยังถูกต่อยตีอีกหลายนาที
ก่อนที่ทุกคนจะยอมปล่อยเขาไป
นายหลี่ทำได้แค่ลุกขึ้น
จัดชุด และยิ้มปลอบเจ้าสาวที่กำลังตกใจ
เดิมเจ้าสาวคิดว่าการทำร้ายร่างกายจะจบลงแล้ว หารู้ไม่ว่าตามธรรมเนียม
เจ้าบ่าวยังต้องถูกทุบตีอีกตอนที่เดินไปชนแก้ว รับคำอวยพรจากแขกแต่ละโต๊ะ
โดยมีเพื่อนเจ้าบ่าวเป็นคนจับแก้วของเขาวางลง และตบหรือชกที่ศีรษะ
เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี
เจ้าสาวก็ทนไม่ไหว เธอขอให้เพื่อนเจ้าบ่าวเบามือลงหน่อย
แต่กลับถูกคนที่อยู่ในงานล้อเลียน บอกว่ายิ่งมีความวุ่นวายเท่าไหร่
ชีวิตแต่งงานก็ยิ่งรุ่งเรืองเท่านั้น แถมแขกในงานที่ยืนใกล้ ๆ
ยังบอกอีกว่า หากเพื่อนเจ้าบ่าวเชื่อฟังเจ้าสาว
เจ้าบ่าวก็จะกลัวภรรยาและถูกเธอรังแกในภายหลัง
ทำให้เพื่อนเจ้าบ่าวยังลงไม้ลงมือหนักหน่วงต่อไป
หลังเสร็จสิ้นการดื่มอวยพร
เจ้าบ่าวก็ยังไม่อาจวางใจเพราะรู้ว่าจะต้องถูกทุบตีอีกครั้ง
กระทั่งเมื่อถึงเวลากลางคืน เจ้าบ่าวเห็นสีหน้าของเจ้าสาวแย่ลงเรื่อย ๆ
จึงบอกให้เธอกลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อน เจ้าสาวไม่อยากทนฟังมุกสกปรก ๆ
จากคนนอกอีก จึงตัดสินใจขึ้นห้องไป จนเมื่อเจ้าบ่าวกลับเข้าห้องหอมา
เธอก็ต้องช็อกกับสภาพของคนรัก
นายหลี่มีใบหน้าบวมช้ำ
เสื้อผ้าฉีกขาด เจ้าสาวจึงรีบเข้าไปสอบถามอย่างห่วงใย
แต่ตอนนั้นนายหลี่ตอบกลับเพียงสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ราวกับใช้พลังไปจนหมดแล้ว จากนั้นทั้งคู่ก็ปิดไฟเข้านอน
เจ้าบ่าวบาดเจ็บสาหัส
เที่ยงวันต่อมา
นายหลี่ตื่นมาด้วยอาการมึนงง รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว และหายใจลำบาก
เขานึกว่าตัวเองอาจจะเหนื่อยกับงานแต่งงานเกินไป แค่พักไม่กี่วันก็หาย
แต่กลายเป็นว่าอาการของเขาแย่ลงเรื่อย ๆ จนเมื่อถึงวันที่ 3 หลังแต่งงาน
อาการของเขาก็ทรุดหนัก เจ็บปวดไปทั่วทั้งตัว หายใจลำบาก สติเริ่มเบลอ
ครอบครัวจึงตัดสินใจพาเขาส่งโรงพยาบาล
ผลการตรวจร่างกาย
แพทย์พบว่านายหลี่บาดเจ็บสาหัส มีอาการบาดเจ็บที่เนื้อเยื่ออ่อนทั้งตัว
หลอดลมแตก ขาดออกซิเจน สมองขาดเลือด
และเนื่องจากเขาพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการรักษาไปแล้ว
อาการจึงเข้าขั้นวิกฤต
แพทย์ส่งตัวนายหลี่ไปห้องพิเศษทันทีพร้อมแจ้งให้ครอบครัวทราบ
แม้นายหลี่จะอยู่ในความดูแลที่โรงพยาบาล
แต่อาการของเขายังทรุดหนักลงเรื่อย ๆ จนถึงขั้นต้องผ่าตัด
น้องสาวของเขาต้องไปยืมเงิน 20,000 หยวน (ราว 100,000 บาท) จากพ่อแม่สามี
เช่นเดียวกับภรรยาที่ไปยืมเงิน 20,000 หยวน มาจากพ่อแม่เธอ
เพื่อนำมาจ่ายค่าผ่าตัดล่วงหน้า
ซึ่งหลังผ่าตัดแล้วนายหลี่ก็ยังนอนไม่ได้สติ สถานการณ์ย่ำแย่
จนแพทย์ต้องขอให้ครอบครัวตัดสินใจ
ว่าจะให้นายหลี่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในสภาพผักต่อไปหรือไม่
เพราะเขายังหนุ่มและเพิ่งแต่งงาน
ครอบครัวจึงยังไม่อาจยอมแพ้การรักษาของเขาได้
แม้ความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเหมือนเก่าน้อยมาก แต่พวกเขาก็ยังคงมีความหวัง
และให้นายหลี่รักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อไป
เพื่อหาเงินค่ารักษา
แม่ของนายหลี่ต้องจำนองบ้าน
เธอย้ายไปอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อดูแลลูกชายทั้งวันทั้งคืน
ช่วงไหนออกไปทำงานก็ให้สะใภ้สลับมาดูแล
แต่ความพยายามเล่านี้ไม่ทำให้เกิดปาฏิหาริย์ อาการของนายหลี่ไม่ดีขึ้น
แพทย์เองก็จนปัญญา
ในขณะที่นายหลี่อยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย
เพื่อนเจ้าบ่าวกลับแสดงความเห็นใจ ให้เงินมาแค่ 600 หยวน (ราว 3,000 บาท)
พร้อมของขวัญเล็กน้อยก่อนจะหนีหายไป ทำให้น้องสาวของนายหลี่โกรธมาก
เธอเชื่อว่าหากเพื่อนเจ้าบ่าวทั้ง 4 คน
ไม่ลงไม้ลงมือทุบตีอย่างหนักในวันนั้น พี่ชายก็คงไม่ต้องลงเอยเช่นนี้
ดังนั้นจึงตัดสินใจนำคลิปที่บันทึกภาพในงานแต่งงาน
ไปยื่นเป็นหลักฐานแจ้งความที่สถานีตำรวจ
นายหลี่เสียชีวิตหลังแต่งงานได้
40 วัน น้องสาวที่ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม จึงขอให้มีการชันสูตร
ซึ่งผลชันสูตรชี้ว่าเขาเสียชีวิตจากอวัยวะภายในล้มเหลวหลายจุด
ทำให้เธอยิ่งมั่นใจว่าเพื่อนเจ้าบ่าวทั้ง 4 คน ทำร้ายพี่ชายเธอหนักเกินไป
และต้องรับผิดชอบ
ทั้งนี้
น้องสาวของนายหลี่ยื่นขอให้ศาลสั่งจำเลย จ่ายเงินชดเชย 950,000 หยวน (ราว
4.8 ล้านบาท) เป็นค่ารักษาพยาบาล ชดเชยความเสียหายทางจิตใจ
และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมเพื่อนเจ้าบ่าวที่หนีไปได้เพียง
3 คน ซึ่งทั้ง 3 คนต่างก็ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และโทษว่าจริง ๆ
แล้วเป็นปัญหาของทางโรงพยาบาล พวกเขายังสงสัยว่านายหลี่อาจจะป่วยหนัก
แต่ครอบครัวปิดบังความจริง และโยนบาปให้พวกเขา
แต่สุดท้ายเมื่อเผชิญหน้ากับหลักฐานทั้งคลิปในที่เกิดเหตุ
รวมถึงรายงานชันสูตร ทั้ง 3 คนก็ต้องชดใช้กับความผิดที่ทำไป
โดยศาลสั้งให้ทั้ง 3 คนจำคุกในข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา
ส่วนค่าเสียหายนั้นให้ทั้ง 3 คน ชดใช้รวมกันเป็นเงิน 369,000 หยวน (ราว 1.8
ล้านบาท) แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต
ทั้งนี้ มีรายงานว่าเพื่อนเจ้าบ่าวอีก 1 รายที่เหลือ ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจในเวลาต่อมา และได้รับโทษตามกฎหมายแล้วเช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก Phu Nu & Phap Luat
