ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์แนะนำ ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ควรถอยก่อนเรื่อง ม.112 หลังแพ้โหวตนายกฯ หวั่นประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย โดนยุบพรรค
วันที่ 13 กรกฎาคม 2566 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสต์ภาพ ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จากพรรคก้าวไกล พร้อมข้อความประกอบว่า “ถอยดีกว่า” หลังไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา ในการโหวตนายกฯ พร้อมให้คำแนะนำทางพรรคก้าวไกล และพิธา ว่าควรถอยในเรื่อง ม.112 โดยข้อความทั้งหมดมีดังนี้
“ถอยดีกว่า วันนี้การโหวตเลือกนายกฯ ได้เห็นแล้วว่าไม่ผิดจากที่ผมพูดไว้ แผนสกัดพิธา “มีก้าวไกล ไม่มี ส.ว.” ไม่มีอะไรแปลกใจ แม้ว่าพิธายังยืนยันหลังผลการโหวตแพ้ว่าการต่อสู้ยังไม่จบ “ยอมรับ แต่ไม่ยอมแพ้”
โหวตครั้งที่ 2 หากมีโอกาส ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม ก้าวไกลจึงต้องถึงทางเลือกว่า “ยอมถอย เรื่อง ม.112 ดีกว่า” เพราะเป็นการสร้างความแตกแยก
และเป็นเงื่อนไขให้พิธาไม่ได้เป็นนายกฯ การขึ้นเป็นรัฐบาล
ไม่จำเป็นที่ต้องยึดเรื่องปฏิรูปสถาบันเป็นหลัก
มีเรื่องสารพันให้ทำอีกมากมาย ผมมั่นใจว่าใน 14 ล้านเสียง
ไม่ได้ต้องการเรื่องปฏิรูปสถาบันมาเป็นเรื่องแรก ๆ เสียด้วยซ้ำ
ก้าวไกลได้คะแนนเสียงจาก “มีลุง ไม่มีเรา” ปฏิรูปกองทัพ ยุบ กอ.รมน.
กฎอัยการศึก ล้มเผด็จการ รวมถึงกฎหมายต่าง ๆ ที่ทำให้ประเทศไทยติดหล่มมาถึง
9 ปี นี่ต่างหากที่ก้าวไกลต้องปฏิรูป วันนี้ยังมีโอกาสที่ก้าวไกลจะถอย
หากไม่ดื้อ และยึดติดกับคะแนนเสียงมวลชนบางส่วน ทุกอย่างมีขึ้นและมีลง
คะแนนเสียงไม่ได้อยู่กับก้าวไกลตลอดไป มันไม่ใช่ “การถ่มน้ำลายรดฟ้า”
แต่เป็นการถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้าน ทั้งที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล
ภาพจาก HANDOUT / Thai Parliament / AFP
ทำงานเพื่อประชาชนไม่ใช่แค่ 14 ล้านเสียง แต่ต้องทำให้คนไทยทุกคน
ไม่ว่าจะเลือกก้าวไกลหรือไม่ต่างหาก บทพิสูจน์ของก้าวไกลก่อนจะสายเกินไป
เรียนรู้การลำดับว่าอะไรที่สำคัญกับชาติบ้านเมืองก่อน
ไม่มีใครทำได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อยังไม่ถึงเวลาต้องทำ
ม.112 ไม่ใช่เรื่องเดียวที่ก้าวไกลสัญญาไว้กับประชาชน
ประเทศไทยยังมีอีกสารพัดเรื่องให้ทำหากเป็นรัฐบาล ผมรับประกัน ม.112
เรื่องเดียวจะทำให้พิธาไม่ได้ทำเรื่องใหญ่เรื่องอื่นเลย พิธาย้ำเสมอว่า
“เป็นผู้นำต้องมีสติ ไม่มุทะลุ รู้จักว่าเวลาไหนควรรุก เวลาไหนควรถอย”
การดึงดันแก้ไข ม.112 แม้รู้ว่าปลายทางไม่มีทางผ่าน
นอกจากตอบสนองความต้องการของมวลชนกลุ่มหนึ่ง แล้วจะดันทุรังทำไปทำไม
ทั้งที่สามารถบอกประชาชนได้ว่า “ก้าวไกลเป็นรัฐบาลผสม
ไม่ใช่รัฐบาลพรรคเดียว ไม่มีพรรคร่วมใดเห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112
เลยแม้แต่พรรคเดียว”
หากต้องการเอา ม.112
มาเป็นเรื่องหลัก ขอให้ครั้งหน้าประชาชนเลือกพรรคก้าวไกลเกินครึ่งไปเลย
ผมพูดจากประสบการณ์การเมือง
และหาทางประนีประนอมเพื่อให้ก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล ไม่ใช่เอาแต่ใจตัวเอง
หรือฐานมวลชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ข้อแนะนำของผม คือ ยอมถอยดีกว่า หากก้าวไกลแสดงให้เห็นว่ายอมถอย ม.112 แล้ว อำนาจเก่ายังไม่ถอย ก็ถึงคราวต้องรุกกลับ”
นอกจากนี้ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ยังคอมเมนต์เพิ่มเติมอีกว่า
“ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยยุบพรรค” และ “การเมืองคือการประนีประนอม
เวลาไหนควรรุก เวลาไหนควรถอย นักการเมืองที่ดีต้องรู้จักเรียนรู้
ไม่มีใครได้ทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อเป็นผู้นำประเทศ”
