ในหน้าประวัติศาสตร์ ผู้หญิงบางคนไม่ได้มีสถานะเป็น “ราชินี” หรือ “ชายาเอก” แต่กลับมีบทบาทและอิทธิพลมากพอที่จะถูกจดจำไปอีกหลายร้อยปี บางคนเริ่มจากหญิงสามัญชน ก่อนจะก้าวเข้าไปอยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจของราชสำนักในฐานะ “พระสนม”
ในความเป็นจริง แต่ละวัฒนธรรมมีระบบราชสำนักไม่เหมือนกัน บางประเทศมีตำแหน่งพระสนมอย่างเป็นทางการ ขณะที่บางแห่งไม่มีระบบสนม แต่มีสถานะอย่าง Royal Mistress หรือผู้หญิงที่เป็นคนรักนอกสมรสของพระมหากษัตริย์หรือองค์รัชทายาท แม้ไม่ได้เป็นราชินีหรือชายาเอก แต่มีบทบาทโดดเด่นจนถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ บางคนมีอิทธิพลทางการเมือง บางคนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงราชสำนัก และบางคนกลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าซ้ำผ่านละคร วรรณกรรม และภาพยนตร์มาจนถึงทุกวันนี้
หยางกุ้ยเฟย หรือ หยางอวี้หวน คือหนึ่งในพระสนมที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์จีน และเป็นหนึ่งใน “สี่ยอดหญิงงาม” ที่คนจีนรู้จักกันดี เธอได้รับความโปรดปรานอย่างมากจากจักรพรรดิถังเสวียนจง และได้รับตำแหน่ง “กุ้ยเฟย” ซึ่งเป็นตำแหน่งชั้นสูงในฝ่ายในของราชสำนักถัง
ชื่อของหยางกุ้ยเฟยมักถูกนำไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์กบฏอันลู่ซาน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของราชวงศ์ถัง ภายหลังเกิดภาพจำว่า จักรพรรดิทรงลุ่มหลงในตัวเธอจนละเลยราชการ แต่ในมุมประวัติศาสตร์ นักวิชาการมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากปัจจัยทางการเมือง การทหาร และความขัดแย้งภายในที่ซับซ้อนกว่าการโทษหญิงคนหนึ่งเพียงคนเดียว
ท้ายที่สุด ระหว่างการหลบหนีจากเมืองหลวงในปี ค.ศ. 756 ทหารที่ก่อความไม่พอใจเรียกร้องให้ลงโทษตระกูลหยาง และหยางกุ้ยเฟยก็เสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว เรื่องรักของเธอกับจักรพรรดิถังเสวียนจงถูกนำไปแต่งเป็นบทกวีและวรรณกรรมจำนวนมาก จนกลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมรักที่โด่งดังที่สุดของจีน
ภาพวาดหยางกุ้ยเฟย
ว่านเจินเอ๋อร์ หรือ ว่านกุ้ยเฟย เป็นพระสนมคนโปรดของจักรพรรดิเฉิงฮว่าแห่งราชวงศ์หมิง เรื่องราวของเธอโดดเด่นตรงที่มีอายุมากกว่าจักรพรรดิราว 17 ปี และเดิมเป็นนางกำนัลที่ได้รับมอบหมายให้คอยดูแลพระองค์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
เมื่อจูเจี้ยนเซินขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิเฉิงฮว่า ว่านเจินเอ๋อร์ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสนม และต่อมาได้รับตำแหน่งสูงถึงหวงกุ้ยเฟย เธอให้กำเนิดพระโอรสหนึ่งพระองค์ แต่พระโอรสสิ้นพระชนม์ตั้งแต่วัยทารก ถึงกระนั้นเธอยังคงเป็นหญิงที่จักรพรรดิทรงโปรดปรานอย่างมากตลอดชีวิต
เรื่องเล่าในยุคหลังมักวาดภาพว่าเธอเป็นหญิงขี้หึงและสั่งกำจัดหญิงตั้งครรภ์ในวัง แต่ข้อกล่าวหาหลายเรื่องถูกนักประวัติศาสตร์ตั้งคำถาม และมีหลักฐานที่ทำให้เห็นว่าบางส่วนอาจถูกแต่งเติมภายหลัง
ภาพวาด ว่านเจินเอ๋อร์
ท้าวศรีสุดาจันทร์ หรือ แม่หยัวศรีสุดาจันทร์ เป็นหนึ่งในสตรีที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ถกเถียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์อยุธยา หลักฐานในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาระบุว่า พระนางเป็น “พระสนมเอก” ในสมเด็จพระไชยราชาธิราช และมีพระราชโอรส 2 พระองค์ ได้แก่ พระยอดฟ้าและพระศรีศิลป์
หลังสมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคต พระยอดฟ้าขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ ท้าวศรีสุดาจันทร์จึงมีบทบาทสูงในการบริหารราชการและถูกบันทึกว่าเป็นผู้สำเร็จราชการฝ่ายใน ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่นำไปสู่การขึ้นสู่อำนาจของขุนวรวงศาธิราช
พงศาวดารรุ่นหลังเล่าเรื่องของพระนางในภาพของหญิงทะเยอทะยานและมีความสัมพันธ์กับพันบุตรศรีเทพ แต่ควรอ่านด้วยความระมัดระวัง เพราะเอกสารจำนวนมากถูกเรียบเรียงขึ้นภายหลังเหตุการณ์ และสะท้อนมุมมองทางการเมืองของผู้บันทึกด้วย ดังนั้น เรื่องของศรีสุดาจันทร์จึงยังเป็นหนึ่งในกรณีที่น่าสนใจสำหรับการแยก “ข้อเท็จจริงจากหลักฐาน” ออกจาก “ภาพจำจากพงศาวดาร”
แม่หยัวศรีสุดาจันทร์ จากภาพยนตร์ สุริโยทัย
จางฮีบิน หรือ จางอ๊กจอง เป็นหนึ่งในพระสนมชื่อดังที่สุดของราชวงศ์โชซอน และเป็นพระสนมของพระเจ้าซุกจงแห่งเกาหลี เดิมเธอเข้าวังในฐานะนางใน ก่อนจะได้รับความโปรดปรานและเลื่อนตำแหน่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในปี ค.ศ. 1688 เธอให้กำเนิดพระโอรส ซึ่งต่อมากลายเป็นพระเจ้าคยองจง หลังจากนั้นเธอได้รับตำแหน่ง “ฮีบิน” และในช่วงหนึ่งยังได้รับการสถาปนาเป็นพระมเหสีแทนพระมเหสีอินฮยอนที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ก่อนสถานการณ์ทางการเมืองจะพลิกกลับและจางฮีบินถูกลดสถานะกลับมาเป็นพระสนมอีกครั้ง
เรื่องราวของเธอถูกนำไปสร้างเป็นละครเกาหลีหลายครั้ง จนกลายเป็นหนึ่งในตัวละครหญิงทางประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นใหม่คุ้นเคยที่สุด อย่างไรก็ตาม ภาพ “หญิงร้ายแห่งวังหลวง” ที่ปรากฏในละครหลายเรื่องก็ถูกขยายจากวรรณกรรมและการตีความในยุคหลังเช่นกัน
จางฮีบิน จากซีรีส์ จางอ๊กจอง ตำนานรักคู่บัลลังก์
จางนกซู เป็นหญิงอีกคนหนึ่งในราชสำนักโชซอนที่มีเส้นทางชีวิตโดดเด่น เธอมีพื้นเพต่ำกว่าเหล่าสตรีชั้นสูงในวัง และเคยเป็นกีแซง ซึ่งเป็นหญิงผู้ได้รับการฝึกฝนด้านดนตรี การร้องเพลง และศิลปะการแสดง ก่อนจะเป็นที่โปรดปรานของยอนซันกุน
จางนกซูมีชื่อเสียงด้านการร้องเพลงและดนตรี และได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสนมในตำแหน่ง “ซุกยง” เมื่อปี ค.ศ. 1503 เมื่อยอนซันกุนถูกโค่นอำนาจในปี 1506 เธอก็ถูกประหารชีวิตพร้อมกับการสิ้นสุดของราชสำนักในยุคนั้น
เช่นเดียวกับจางฮีบิน จางนกซูมักถูกนำเสนอในวัฒนธรรมสมัยนิยมว่าเป็นหญิงผู้ใช้อิทธิพลเหนือกษัตริย์ แต่ภาพดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากบันทึกของฝ่ายที่ต่อต้านยอนซันกุน จึงควรใช้วิจารณญาณระหว่างข้อเท็จจริงกับรายละเอียดที่อาจถูกขยายความภายหลัง
จางนกซู จากซีรีส์
โคเซม สุลตาน (Kösem Sultan) เป็นหนึ่งในสตรีทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์จักรวรรดิออตโตมัน เดิมเธอเข้ามาอยู่ในฮาเร็มของสุลต่านอาห์เหม็ดที่ 1 ก่อนจะกลายเป็นหญิงคนโปรดและได้รับตำแหน่ง Haseki Sultan หรือชายาคนสำคัญ
จุดที่ทำให้โคเซมแตกต่างจากหญิงในฮาเร็มทั่วไปคือ หลังจากสุลต่านอาห์เหม็ดที่ 1 สิ้นพระชนม์ โคเซมยังคงรักษาอำนาจทางการเมืองไว้ได้ และเมื่อพระโอรสของเธอ มูราดที่ 4 ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โคเซมก็ทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการ เธอยังมีบทบาทต่อเนื่องในรัชกาลของอิบราฮิมและพระนัดดา เมห์เหม็ดที่ 4 อีกด้วย
ชีวิตของโคเซมจึงก้าวไกลกว่าสถานะหญิงคนโปรดของสุลต่านอย่างมาก เธอกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจของราชสำนักในช่วงที่เรียกว่า “Sultanate of Women” ก่อนจะถูกลอบสังหารในพระราชวังในปี ค.ศ. 1651
โคเซม สุลตาน Kösem Sultan
เนลล์ กวิน (Nell Gwyn) เป็นนักแสดงหญิงและหญิงคนโปรดที่มีชื่อเสียงที่สุดของ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ เธอเป็นที่จดจำจากบุคลิกสดใส มีไหวพริบ อารมณ์ขัน และความเป็นกันเอง ต่างจากหญิงคนโปรดอื่นๆ ในราชสำนัก ซึ่งรวมแล้วเนลล์มีคู่แข่งถึงประมาณ 13 คน
ชีวิตช่วงต้นของเนลล์ไม่ได้มาจากชนชั้นสูง เมื่อยังวัยรุ่นเธอทำงานขายส้มอยู่ที่โรงละครของกษัตริย์ ก่อนความสามารถด้านมุกตลกและการแสดงจะทำให้เธอได้ขึ้นเวทีเป็นนักแสดง เธอได้รับความนิยมมากในฐานะนักแสดงตลก
แม้ไม่เคยได้รับตำแหน่งราชินีหรือบรรดาศักดิ์ แต่ลูกชายของเธอได้รับแต่งตั้งเป็น ดยุคแห่งเซนต์อัลบันส์ (Duke of St Albans) สิ่งที่ทำให้เนลล์ แตกต่างจากหญิงคนโปรดคนอื่น คือภาพลักษณ์ที่ไม่ฟุ่มเฟือยและเข้าถึงประชาชน จนกลายเป็นหนึ่งใน Royal Mistress ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ
เนลล์ กวิน เสียชีวิตหลังพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 เพียง 2 ปี ขณะมีอายุประมาณปลาย 30 ปี แต่ชื่อของเธอยังคงถูกจดจำในฐานะหญิงสามัญชนผู้ก้าวเข้าสู่ราชสำนักโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
เนลล์ กวิน Nell Gwyn
เอลิซา โรซานนา กิลเบิร์ต เคาน์เตสแห่งแลนด์สเฟลด์ (Eliza Rosanna Gilbert, Countess of Landsfeld) หรือชื่อในการแสดงว่า โลลา มอนเตซ เป็นหญิงชาวไอริชที่สร้างตัวตนใหม่ในฐานะนักเต้นชาวสเปน ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ราชสำนักบาวาเรียและกลายเป็นสนมของพระเจ้าลุดวิกที่ 1 (Ludwig I) แห่งบาวาเรีย จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “เคาน์เตสแห่งลันด์สเฟลด์” (Countess of Landsfeld)
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่สร้างกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง เพราะพระเจ้าลุดวิกทรงมอบทรัพย์สิน เงินรายปี และบรรดาศักดิ์ Countess of Landsfeld ให้เธอ ขณะที่ Lola Montez ยังมีอิทธิพลต่อการเมืองและการแต่งตั้งบุคคลในรัฐบาลจนถูกต่อต้านจากทั้งขุนนาง นักศึกษา และประชาชน
ในปี ค.ศ. 1848 ความไม่พอใจต่ออิทธิพลของเธอผสมกับกระแสการปฏิวัติที่กำลังเกิดขึ้นทั่วยุโรป ทำให้ Lola Montez ต้องหนีออกจากบาวาเรีย และพระเจ้าลุดวิกที่ 1 สละราชสมบัติในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์มองว่าการสละราชสมบัติไม่ได้เกิดจาก Lola เพียงคนเดียว แต่เป็นผลจากแรงกดดันทางการเมืองในยุคปฏิวัติ ค.ศ. 1848 ด้วย
โลลา มอนเตซ
มาดาม เดอ ปงปาดูร์ (Madame de Pompadour) คือสตรีสามัญชนผู้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งพระสนมเอกและที่ปรึกษาคนสำคัญของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส ดำรงตำแหน่งพระสนมเอกอย่างเป็นทางการช่วงปี 1745–1751 และยังคงเป็นคนโปรดผู้ทรงอิทธิพลคอยถวายคำปรึกษางานราชการแก่กษัตริย์จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1764 โดยได้รับเกียรติแต่งตั้งเป็นนางสนองพระโอษฐ์ของพระราชินีมารี เลชชินสกา
มาดาม เดอ ปงปาดูร์ มีบทบาทโดดเด่นในการสนับสนุนศิลปะ สถาปัตยกรรม เครื่องกระเบื้องพอร์ซเลน และเหล่านักปราชญ์ยุคเรืองปัญญาอย่างวอลแตร์
แม้ฝ่ายตรงข้ามในยุคนั้นจะโจมตีว่าเธอเป็นตัวการแทรกแซงการเมือง แต่นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่มองว่ากระแสต่อต้านเกิดจากความหวาดกลัวของชนชั้นสูงต่อสตรีสามัญชนที่ก้าวขึ้นมากุมอำนาจ และยกย่องเธอในฐานะผู้นำพาความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมสู่ฝรั่งเศส
ภาพวาด มาดาม เดอ ปงปาดูร์