เปิด 10 บริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุค 90 Microsoft ครองอันดับ 1 มูลค่าตลาด 602,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมย้อนรอย Nokia, Intel, GE และบริษัทที่หายไปจากตลาด
10 บริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุค 90 มีบริษัทอะไรบ้าง? ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 หรือระหว่างปี 1990-1999 โลกธุรกิจเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากยุคที่ธนาคารญี่ปุ่นครองอันดับบริษัทมูลค่าสูงสุดของโลก ไปสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะ Microsoft, Cisco และ Intel ที่ได้รับประโยชน์จากการแพร่หลายของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและอินเทอร์เน็ต
แต่การเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในยุคนั้นไม่ได้หมายความว่าจะรักษาความสำเร็จเอาไว้ได้ตลอดไป เพราะบางบริษัทที่เคยมีมูลค่าตลาดหลายแสนล้านดอลลาร์กลับเผชิญวิกฤตอย่างหนักในเวลาต่อมา บางแห่งถูกควบรวมกิจการ ขณะที่บางแห่งต้องขายธุรกิจหลักหรือแยกบริษัทออกเป็นส่วน ๆ
เว็บไซต์ WorldRankd จึงรวบรวมรายชื่อ 10 บริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุค 90 โดยพิจารณาจากมูลค่าตลาด ความโดดเด่นในระดับโลก การเติบโตตลอดทศวรรษ และสถานะของบริษัทในเวลาต่อมา ซึ่งผลการจัดอันดับมีทั้งบริษัทที่ยังเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน และชื่อที่หลายคนอาจลืมไปแล้ว
ก่อนเข้าสู่ทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อตลาดหุ้นโลก โดยในปี 1989 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุด 4 อันดับแรกของโลกเป็นธนาคารจากญี่ปุ่นทั้งหมด นำโดย Industrial Bank of Japan ที่มีมูลค่าประมาณ 104,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในเวลานั้น บริษัทญี่ปุ่นครองถึง 6 อันดับจาก 10 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดของโลก สะท้อนการเติบโตของตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่นในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ แต่เมื่อฟองสบู่สินทรัพย์ญี่ปุ่นแตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มูลค่าของสถาบันการเงินจำนวนมากก็ลดลงอย่างหนัก
ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกากำลังเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูของเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในบ้านและสำนักงาน ส่วนอินเทอร์เน็ตเริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงานและการสื่อสารของผู้คนทั่วโลก
เมื่อสิ้นปี 1999 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดของโลกจึงเปลี่ยนจากธนาคารญี่ปุ่นมาเป็น Microsoft บริษัทซอฟต์แวร์สัญชาติอเมริกันที่มีมูลค่าตลาดตามข้อมูล WorldRankd สูงถึง 602,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอำนาจเศรษฐกิจโลกได้อย่างชัดเจน
การจัดอันดับครั้งนี้ใช้ดัชนี WorldRankd Composite Index (WURSA) ซึ่งเป็นระบบคะแนนรวมที่ WorldRankd พัฒนาขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลมูลค่าตลาดของบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกในช่วงปลายปี 1989 และ 1999
เกณฑ์การประเมินแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่
ดังนั้น อันดับที่ปรากฏจึงไม่ได้เรียงตามมูลค่าตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังพิจารณาว่าบริษัทสามารถเติบโตและรักษาความแข็งแกร่งได้มากน้อยเพียงใด โดยตัวเลขมูลค่าตลาดเป็นดอลลาร์สหรัฐตามมูลค่าในช่วงเวลานั้น ไม่ได้ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ WURSA เป็นดัชนีที่ผู้จัดทำเว็บไซต์พัฒนาขึ้นเอง ไม่ใช่ดัชนีมาตรฐานของตลาดหลักทรัพย์ และตัวเลขมูลค่าตลาดอาจแตกต่างจากฐานข้อมูลอื่นที่เลือกใช้วันประเมินหรือวิธีคำนวณต่างกัน
Lucent Technologies บริษัทสัญชาติสหรัฐอเมริกา เคยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก โดยแยกกิจการออกมาจาก AT&T ในปี 1996 พร้อมรับช่วงธุรกิจและองค์ความรู้จาก Bell Labs ห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีชื่อดัง
แม้จะเพิ่งก่อตั้งเป็นบริษัทอิสระได้ไม่นาน แต่ Lucent กลับเติบโตอย่างรวดเร็วจากความต้องการอุปกรณ์โครงข่ายโทรคมนาคมในยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังขยายตัว โดยในปี 1999 บริษัทมีมูลค่าตลาดตามข้อมูล WorldRankd ประมาณ 228,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเคยอยู่ในอันดับ 8 ของโลกเมื่อพิจารณาตามมูลค่าตลาด
อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วและการพึ่งพาการเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทำให้บริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังฟองสบู่เทคโนโลยีแตกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง และบริษัทต้องเผชิญปัญหาทางธุรกิจต่อเนื่องหลายปี
ท้ายที่สุด Lucent ควบรวมกิจการกับ Alcatel ของฝรั่งเศสในปี 2006 กลายเป็น Alcatel-Lucent ก่อนที่ธุรกิจดังกล่าวจะถูกรวมเข้ากับ Nokia ในปี 2016 ทำให้ชื่อ Lucent Technologies ในฐานะบริษัทจดทะเบียนอิสระกลายเป็นอดีต
คะแนน WorldRankd: 58.78 คะแนน
Deutsche Telekom เป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่จากประเทศเยอรมนี ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากกิจการโทรศัพท์ของรัฐ ก่อนปรับโครงสร้างเป็นบริษัท Deutsche Telekom AG ในปี 1995 และนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในปี 1996
การเสนอขายหุ้นของ Deutsche Telekom ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชนชาวเยอรมัน โดยบริษัทใช้การประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นให้คนทั่วไปเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น จนหุ้นของบริษัทกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ T-Aktie
กระแสการเติบโตของธุรกิจโทรคมนาคมในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ช่วยผลักดันมูลค่าตลาดของ Deutsche Telekom ให้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 216,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1999 ตามชุดข้อมูลของ WorldRankd
แม้บริษัทไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็วเท่ากับยักษ์เทคโนโลยีบางราย แต่มีข้อได้เปรียบจากฐานธุรกิจโทรคมนาคมขนาดใหญ่และการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน Deutsche Telekom ยังคงดำเนินธุรกิจ และมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาผ่านธุรกิจ T-Mobile US
คะแนน WorldRankd: 59.93 คะแนน
Nokia บริษัทจากประเทศฟินแลนด์ เป็นหนึ่งในชื่อที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือยุค 90 และต้นยุค 2000 คุ้นเคยมากที่สุด แต่ก่อนที่จะกลายเป็นผู้นำตลาดโทรศัพท์มือถือ บริษัทเคยดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท ทั้งผลิตภัณฑ์ยาง สายเคเบิล และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1992 เมื่อ Jorma Ollila เข้ามาบริหารบริษัทและมุ่งเน้นธุรกิจโทรคมนาคมมากขึ้น Nokia เปิดตัวโทรศัพท์มือถือระบบ GSM รุ่น Nokia 1011 ในปีเดียวกัน ก่อนทยอยเปิดตัวโทรศัพท์หลายรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง
ด้วยการเติบโตของตลาดโทรศัพท์มือถือทั่วโลก Nokia สามารถแซง Motorola ขึ้นเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 1998 และมีมูลค่าตลาดประมาณ 219,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1999 ตามข้อมูล WorldRankd
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Nokia ในตลาดมือถือเริ่มถูกท้าทายอย่างหนักหลังการมาถึงของสมาร์ตโฟน โดยเฉพาะ iPhone และโทรศัพท์ระบบ Android ที่เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและทิศทางการแข่งขันในอุตสาหกรรม
ในปี 2014 Nokia จึงขายธุรกิจโทรศัพท์มือถือและบริการที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ให้ Microsoft แต่ไม่ได้ปิดกิจการทั้งหมด โดยบริษัท Nokia ยังคงดำเนินธุรกิจด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีโทรคมนาคมต่อมาจนถึงปัจจุบัน
คะแนน WorldRankd: 62.87 คะแนน
Nippon Telegraph and Telephone (NTT) เป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทจากเอเชียที่ยังคงมีบทบาทโดดเด่นในตลาดโลกเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1990
ในปี 1999 NTT มีมูลค่าตลาดตามข้อมูล WorldRankd ประมาณ 272,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจโทรคมนาคม ท่ามกลางช่วงเวลาที่ธนาคารญี่ปุ่นจำนวนมากสูญเสียความโดดเด่นจากผลกระทบของเศรษฐกิจฟองสบู่
หนึ่งในธุรกิจสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของ NTT คือ NTT DoCoMo ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1991 และขยายกิจการสู่บริการโทรศัพท์มือถืออย่างรวดเร็ว ก่อนเปิดตัวบริการอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ i-mode ในเดือนกุมภาพันธ์ 1999
บริการ i-mode ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือในช่วงแรก และช่วยตอกย้ำบทบาทของญี่ปุ่นในฐานะประเทศผู้นำเทคโนโลยีการสื่อสาร แม้ความโดดเด่นของ NTT จะมาจากธุรกิจโทรคมนาคมที่มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่มากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ก็ตาม
คะแนน WorldRankd: 68.82 คะแนน
Intel เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเติบโตของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยเฉพาะในยุคที่คอมพิวเตอร์พีซีกำลังกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในสำนักงาน โรงเรียน และบ้านเรือนทั่วโลก
บริษัทเปิดตัวแคมเปญ Intel Inside ในปี 1991 เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับชิปประมวลผลที่อยู่ภายในคอมพิวเตอร์ ก่อนเปิดตัวชิป Pentium รุ่นแรกในปี 1993 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญของวงการคอมพิวเตอร์ยุคนั้น
ความต้องการคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้รายได้ของ Intel เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มจากประมาณ 4,800 ล้านดอลลาร์ในปี 1990 เป็นประมาณ 29,400 ล้านดอลลาร์ในปี 1999 ขณะที่มูลค่าตลาดตามข้อมูล WorldRankd อยู่ที่ประมาณ 275,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม โลกเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เมื่ออุตสาหกรรมเริ่มเคลื่อนจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปสู่สมาร์ตโฟนและเทคโนโลยีประมวลผลรูปแบบใหม่ Intel ต้องเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากผู้ผลิตชิปรายอื่น แต่ยังคงดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
คะแนน WorldRankd: 69.71 คะแนน
Exxon เป็นหนึ่งในบริษัทพลังงานที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมายาวนาน แตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปลายยุค 90 เพราะธุรกิจหลักของ Exxon ยังคงอยู่ที่การสำรวจ ผลิต และจำหน่ายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
บริษัทอยู่ในกลุ่มบริษัทมูลค่าตลาดสูงสุดของโลกตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 และยังคงรักษาความโดดเด่นมาจนถึงปี 1999 ซึ่ง WorldRankd ประเมินมูลค่าตลาดไว้ที่ประมาณ 279,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Exxon และ Mobil ตกลงควบรวมกิจการในปี 1998 ก่อนดำเนินการเสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายน 1999 และใช้ชื่อ ExxonMobil กลายเป็นหนึ่งในบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
แม้บริษัทจะต้องเผชิญความท้าทายด้านราคาพลังงาน การแข่งขัน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ธุรกิจพลังงานยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้ ExxonMobil สามารถดำเนินกิจการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
คะแนน WorldRankd: 72.59 คะแนน
Cisco Systems เป็นบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกาที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอุปกรณ์ Router และ Switch ที่ใช้เชื่อมต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
หลังนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 1990 Cisco ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการขยายตัวของอินเทอร์เน็ตในช่วงทศวรรษ 1990 บริษัทเติบโตผ่านทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีและการเข้าซื้อกิจการจำนวนมาก จนมีมูลค่าตลาดตามข้อมูล WorldRankd สูงถึง 357,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1999
ในช่วงเดือนมีนาคม 2000 ซึ่งเป็นช่วงต้นของการสิ้นสุดยุคฟองสบู่ดอตคอม Cisco เคยมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นจนแซง Microsoft ในช่วงสั้น ๆ ก่อนที่กระแสการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีจะเริ่มเปลี่ยนทิศทาง
เมื่อฟองสบู่ดอตคอมแตก ราคาหุ้น Cisco ปรับตัวลดลงอย่างหนัก และมูลค่าตลาดหายไปหลายแสนล้านดอลลาร์ แม้บริษัทจะยังดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของความเสี่ยงจากการประเมินมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไปในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู
ด้วยเหตุนี้ Cisco จึงอยู่ในอันดับ 4 ของ WorldRankd แม้มีมูลค่าตลาดสูงกว่า Walmart ซึ่งอยู่อันดับ 3 เพราะเกณฑ์การจัดอันดับยังให้ความสำคัญกับความสามารถในการรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว
คะแนน WorldRankd: 75.28 คะแนน
Walmart แตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งในรายชื่อนี้ เพราะธุรกิจหลักของบริษัทคือการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยใช้กลยุทธ์ด้านราคา ระบบกระจายสินค้า และการบริหารต้นทุนเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขัน
ในช่วงทศวรรษ 1990 Walmart ขยายจำนวนสาขาและเพิ่มยอดขายอย่างรวดเร็ว โดยในปี 1995 บริษัทมียอดขายประมาณ 93,600 ล้านดอลลาร์ และในปี 1997 สามารถทำยอดขายรายปีทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก
เมื่อถึงปี 1999 Walmart มีมูลค่าตลาดตามข้อมูล WorldRankd ประมาณ 308,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ตัวเลขจะต่ำกว่า Cisco แต่บริษัทกลับได้รับคะแนนรวมสูงกว่า เนื่องจากธุรกิจมีพื้นฐานจากยอดขายสินค้าและผลกำไรที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงสามารถรักษาความแข็งแกร่งได้หลังช่วงฟองสบู่ดอตคอมแตก
ความสำเร็จของ Walmart สะท้อนว่า บริษัทไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมเสมอไปจึงจะมีมูลค่ามหาศาล เพราะธุรกิจที่สามารถสร้างยอดขายสม่ำเสมอ ควบคุมต้นทุน และรักษาความสามารถในการแข่งขัน ก็สามารถเติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกได้เช่นกัน
คะแนน WorldRankd: 76.01 คะแนน
General Electric (GE) เป็นหนึ่งในบริษัทอุตสาหกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกในยุค 90 โดยมีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่เครื่องยนต์อากาศยาน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมพลังงาน สื่อโทรทัศน์ ไปจนถึงบริการทางการเงิน
ภายใต้การบริหารของ Jack Welch ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารระหว่างปี 1981-2001 บริษัท GE เติบโตอย่างมากจากการขยายธุรกิจ การเข้าซื้อกิจการ และการปรับโครงสร้างองค์กร จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบริษัทต้นแบบด้านการบริหารในยุคนั้น
ในปี 1999 GE มีมูลค่าตลาดตามข้อมูล WorldRankd ประมาณ 507,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก Microsoft และได้รับคะแนนรวม 83.54 คะแนน
อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของ GE ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป โดยเฉพาะธุรกิจการเงิน GE Capital ที่ทำให้บริษัทเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และส่งผลต่อทิศทางการปรับโครงสร้างในเวลาต่อมา
ในเดือนพฤศจิกายน 2021 GE ประกาศแผนแยกธุรกิจออกเป็น 3 บริษัท ก่อนดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2024 โดยประกอบด้วย GE HealthCare ธุรกิจเทคโนโลยีการแพทย์ GE Vernova ธุรกิจพลังงาน และ GE Aerospace ธุรกิจอากาศยาน
การแยกบริษัทครั้งนี้ทำให้ General Electric ในรูปแบบกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ผู้คนรู้จักในยุค 90 สิ้นสุดลง แม้ธุรกิจและเทคโนโลยีจำนวนมากจะยังคงดำเนินงานต่อภายใต้บริษัทใหม่ก็ตาม
คะแนน WorldRankd: 83.54 คะแนน
Microsoft ครองอันดับ 1 ในการจัดอันดับบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค 90 ของ WorldRankd ด้วยมูลค่าตลาดตามชุดข้อมูลประมาณ 602,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1999 ซึ่งเป็นตัวเลขมหาศาลสำหรับบริษัทเทคโนโลยีในเวลานั้น
จุดเปลี่ยนสำคัญของ Microsoft คือการเติบโตของระบบปฏิบัติการ Windows และชุดโปรแกรมสำนักงาน Microsoft Office ซึ่งกลายเป็นซอฟต์แวร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วโลก
ในวันที่ 24 สิงหาคม 1995 Microsoft เปิดตัว Windows 95 ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้บริโภคและสื่อทั่วโลก โดยบริษัทใช้การตลาดขนาดใหญ่เพื่อสร้างกระแสให้ระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ และสามารถขาย Windows 95 ได้ประมาณ 1 ล้านชุดภายใน 4 วันแรก
ความนิยมของ Windows และ Office ทำให้ Microsoft มีอิทธิพลอย่างมากต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ แต่ความสำเร็จดังกล่าวก็นำมาสู่การตรวจสอบด้านการแข่งขันทางการค้า โดยในปี 1998 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาและหลายรัฐยื่นฟ้อง Microsoft ในประเด็นการผูกขาดตลาด
แม้ต้องเผชิญทั้งคดีความและการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ Microsoft ยังสามารถต่อยอดธุรกิจจากซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ไปสู่บริการคลาวด์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ จนยังคงเป็นหนึ่งในบริษัทขนาดใหญ่ของโลกในปัจจุบัน
ด้วยความสามารถในการเติบโตและปรับตัวผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายยุค Microsoft จึงได้รับคะแนนรวมสูงสุดจาก WorldRankd ที่ 97.00 คะแนน ทิ้งห่างบริษัทอันดับ 2 อย่าง GE อย่างชัดเจน
| อันดับ | บริษัท | ประเทศ | มูลค่าตลาด (พันล้านดอลลาร์) | คะแนน WURSA |
|---|---|---|---|---|
| 1 | Microsoft | สหรัฐฯ | 602 | 97.00 |
| 2 | General Electric | สหรัฐฯ | 507 | 83.54 |
| 3 | Walmart | สหรัฐฯ | 308 | 76.01 |
| 4 | Cisco Systems | สหรัฐฯ | 357 | 75.28 |
| 5 | Exxon | สหรัฐฯ | 279 | 72.59 |
| 6 | Intel | สหรัฐฯ | 275 | 69.71 |
| 7 | NTT | ญี่ปุ่น | 272 | 68.82 |
| 8 | Nokia | ฟินแลนด์ | 219 | 62.87 |
| 9 | Deutsche Telekom | เยอรมนี | 216 | 59.93 |
| 10 | Lucent Technologies | สหรัฐฯ | 228 | 58.78 |
หมายเหตุ: อันดับและคะแนนเป็นผลการประเมินด้วยดัชนี WURSA ของ WorldRankd ไม่ใช่การเรียงลำดับบริษัทตามมูลค่าตลาดเพียงอย่างเดียว ตัวเลขมูลค่าตลาดเป็นค่าตามชุดข้อมูลของ WorldRankd ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และอาจแตกต่างจากฐานข้อมูลอื่น
การเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุดของทศวรรษ 1990 คือการลดบทบาทของบริษัทญี่ปุ่นในตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะธนาคารที่เคยครองอันดับสูงสุดในปี 1989 แต่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังฟองสบู่สินทรัพย์ญี่ปุ่นแตกในช่วงต้นทศวรรษ
ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐอเมริกากลับได้รับประโยชน์จากการเติบโตของคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต นักลงทุนจึงหันมาให้ความสนใจกับธุรกิจซอฟต์แวร์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายมากขึ้น จนทำให้บริษัทอย่าง Microsoft, Cisco และ Intel ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มบริษัทมูลค่าสูงสุดของโลก
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของราคาหุ้นเทคโนโลยีในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก็นำไปสู่ฟองสบู่ดอตคอม ซึ่งแตกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 และทำให้หลายบริษัทสูญเสียมูลค่าตลาดจำนวนมหาศาลภายในเวลาไม่นาน
เมื่อย้อนมองจากปัจจุบัน บริษัทในรายชื่อนี้มีเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน บางแห่งยังคงดำเนินธุรกิจและเป็นชื่อที่ผู้คนทั่วโลกรู้จัก ขณะที่บางแห่งไม่เหลือสถานะบริษัทอิสระในรูปแบบเดิมแล้ว
Microsoft, Walmart, ExxonMobil, Cisco, Intel, Deutsche Telekom และ NTT ยังคงดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง แม้แต่ละบริษัทจะมีระดับความสำเร็จและความท้าทายแตกต่างกัน ส่วน Nokia ยังคงอยู่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม แต่ไม่ได้ครองตลาดโทรศัพท์มือถือเหมือนในอดีต
สำหรับ Lucent Technologies ชื่อบริษัทเดิมได้หายไปหลังการควบรวมกิจการ ขณะที่ General Electric ในรูปแบบกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ก็สิ้นสุดลงหลังการแยกธุรกิจเป็น 3 บริษัทในปี 2024
เรื่องราวของบริษัทเหล่านี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การมีมูลค่าตลาดสูงในช่วงเวลาหนึ่งไม่ได้รับประกันความสำเร็จในระยะยาว เพราะเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค การแข่งขัน และสภาพเศรษฐกิจ สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว
Microsoft ครองอันดับ 1 บริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค 90 ตามการจัดอันดับของ WorldRankd ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 602,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1999 และคะแนนรวม 97.00 คะแนน ตามมาด้วย General Electric และ Walmart ที่ได้รับอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขมูลค่าตลาด คือเส้นทางของบริษัทหลังสิ้นสุดทศวรรษ 1990 เพราะบางแห่งเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่บางแห่งต้องเผชิญวิกฤต ควบรวมกิจการ หรือเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจไปโดยสิ้นเชิง
ทศวรรษ 1990 จึงไม่ได้เป็นเพียงยุคทองของบริษัทเทคโนโลยี แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญของโลกธุรกิจว่า บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่บริษัทที่แข็งแกร่งที่สุดในวันข้างหน้า และความสามารถในการปรับตัวอาจมีความสำคัญไม่แพ้ความยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาที่ธุรกิจกำลังเติบโต