ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
คุณหมอบอกว่า คุณกันยาเป็นหญิงวัย 50 ปี รูปร่างผอม ใส่เสื้อผ้าเก่า คลุมทับด้วยเสื้อแขนยาวสีเทา และเป็นผู้ป่วยประคับประคอง เมื่อหมอต้องเรียกคุณกันยาให้มาเข้าพบ หมอก็พบว่าคุณกันยามาคนเดียว ไม่มีญาติมาด้วย สร้างความประหลาดใจให้หมอมาก เพราะผู้ป่วยประคับประคองมักจะมีญาติมาด้วยเสมอ จนหมอก็ต้องทวนซ้ำอีกครั้ง คุณกันยาก็ตอบคำเดิมว่า มาคนเดียว
คุณหมอได้สอบถามว่าคุณกันยามาอย่างไร และพบว่า บ้านของเธออยู่ห่างจากตัวจังหวัด 30 กม. เธอต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ให้สามีขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งที่ บขส. ในตัวจังหวัดตอนตี 5 และนั่งรถทัวร์มา จากนั้นก็ต้องต่อรถสองแถวมาที่โรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ เพื่อที่จะได้ เข้าไปต่อคิว รับบัตร เจาะเลือดตอน 08.00 น. และกว่าจะได้พบหมอก็ตอนเที่ยง กว่าจะเสร็จก็บ่าย และกว่าจะกลับถึงบ้านบางครั้งก็ถึงเวลา 2 ทุ่ม
คุณกันยาเล่าว่า เธอป่วยเป็นมะเร็งมาแล้ว 9 ปี ผ่านการผ่าตัดและทำเคมีบำบัดมานับครั้งไม่ถ้วน มีรอยแผลเป็นที่หน้าท้อง รอยมีดกรีดยาวใต้ชายโครงขวาโค้งเหนือต่อสะดือขึ้นไปลิ้นปี่ และรอยแผลนี้ก็ถูกกรีดซ้ำ ๆ ความทรมานทำให้เธอถามหมอว่า “หมอมียาที่ฉีดให้พี่ตายหรือหลับไปเลยไหม”
ในวินาทีนั้น คุณกันยาอยากตาย และกำลังร้องขอให้หมอทำการุณยฆาต เธอเอามือปิดหน้า ร้องไห้โฮออกมา จนหมอต้องไปแตะไหล่และปลอบใจ คุณกันยาเล่าว่า ตั้งแต่ที่ป่วยนั้น เธอก็ไม่ได้ทำงาน สามีทำงานรับจ้างคนเดียว เงินไม่พอใช้ ลูกก็เรียนอยู่ ตนไม่อยากเป็นภาระให้แฟน ไม่อยากให้ลูกลำบาก ไม่อยากมาโรงพยาบาล ไม่อยากรักษามะเร็งอีกแล้ว มาทุกครั้งไหนจะค่ารถ ค่ากิน ค่าที่อยู่ บางทีก็ยืมเงินเขามา ถ้าตนตายไป คนในครอบครัวจะได้ไม่มาลำบากเพราะตนอีก เงินที่จะเอามารักษามะเร็ง ก็จะเอาไปให้ลูกเรียนหนังสือ “พี่ปวดมาก ๆ เลย อยู่แบบนี้มันทรมาน”
คุณกันยายังบอกว่า แม้ใจลึก ๆ ตนก็อยากเห็นลูกชายวัยมัธยมศึกษาเติบโต พร้อมกับที่เธอขอโทษคุณหมอที่ร้องไห้ จนคุณหมอเองก็เสียงสั่น และปลอบใจว่าคุณกันยาเก่งมาก ๆ หมอรับรู้ได้ทุก ๆ ความรู้สึกของพี่ คุณกันยาอยากมีชีวิตเพื่อลูก แต่ก็กลัวลูกลำบาก นึกถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง หมอไม่เคยมีลูก แต่ก็รับรู้ว่าคุณกันยารักลูกขนาดไหน เพราะหมอก็รับรู้เรื่องนี้ได้จากคุณแม่ของคุณหมอ
สุดท้าย คุณหมอได้ทพาการแนะนำทีมประคับประคอง จากมูลนิธิการุณรักษ์ ซึ่งเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ที่จะเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องค่าเดินทางในการมาโรงพยาบาล
คุณหมอบอกว่า แม้คุณหมอจะทำการุณยฆาตให้ไม่ได้ แต่การรักษาแบบประคับประคองหรือ Palliative care จะช่วยให้ผู้ป่วยอยู่อย่างมีความหมายและเป็นสุข โดยไม่เร่งและไม่ยืดการตาย หมอก็คิดว่าตนเป็นคนที่ฟังคนไข้ระดับหนึ่ง แต่คุณกันยาได้สอนหมอให้ใส่ใจต่อความทุกข์คนไข้มากขึ้น การถามว่า มาโรงพยาบาลยังไงเหรอครับ อาจช่วยให้ใครไม่ต้องร้องขอความตายก็เป็นได้
“ลึก ๆ แล้วผมไม่อยากให้การเข้าถึงการดูแลประคับประคองเป็นความโชคดีเลย ผมปรารถนาจะได้เห็นการสนับสนุนให้เกิดระบบการดูแลประคับประคองที่ดี สามารถเข้าถึงได้ และ เท่าเทียม เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่ารวยหรือจน ชนชาติ ศาสนาใด คนไทยทุกคนควรมีสิทธิ ตายดี
ผมได้เข้าใจคำว่าเส้นทางชีวิตผู้ป่วย หรือ patient journey ของอาจารย์ท่านหนึ่งที่สอนผมจริง ๆ
ผมขอเป็นกำลังใจให้คนกำลังเดินในเส้นทางของความเจ็บป่วยอยู่ หวังว่าจะมีใครสักคนหนึ่งที่ตอบรับ และโอบกอดความทุกข์ของคุณอยู่นะครับ”
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่โพสต์นี้ออกไป ก็มีหลายคนที่อยากร่วมช่วยเหลือให้กับศูนย์การุณรักษ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป้นจำนวนมาก ซึ่งคุณหมอก็ได้ให้รายละเอียดดังนี้
1.บัญชี มูลนิธิคณะแพทย์ (กองทุนเพื่อผู้ป่วยระยะท้าย)
ชื่อบัญชี มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เลขที่บัญชี 6310149999
ธนาคารกรุงเทพ
สามารถออกใบลดหย่อนภาษีได้
2. บัญชีมูลนิธิการุณรักษ์
ชื่อบัญชี : มูลนิธิการุณรักษ์ เพื่อการดูแลประคับประคอง
เลขบัญชี : 551-452033-0
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขามหาวิทยาลัยขอนแก่น
เนื่องมูลนิธิจัดตั้งยังไม่ครบ 3 ปี จึงยังไม่สามารถออกใบลดหย่อนภาษีได้