ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่คนทั่วโลกใช้ช่วยในการทำงาน ตั้งแต่การเขียนอีเมลไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน แต่ความเป็นจริงคือยังมีประชากรจำนวนมหาศาลที่ไม่สามารถเข้าถึง ChatGPT ได้ เนื่องจากรัฐบาลในหลายประเทศสั่งแบนหรือปิดกั้นการเข้าถึงด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง การเมือง และความเป็นส่วนตัว
ข้อมูลจาก UNILAD ระบุว่านับตั้งแต่ OpenAI เปิดตัว ChatGPT ในเดือนพฤศจิกายน 2565 แอปพลิเคชันนี้กลายเป็นบริการที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีผู้ใช้งานแตะ 100 ล้านคนภายในเวลาเพียง 2 เดือน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีประเทศที่สั่งแบนหรือจำกัดการเข้าถึงแล้วกว่า 24 ประเทศ จากทั้งหมด 172 ประเทศทั่วโลกที่มีการใช้งาน
ประเทศกลุ่มแรกที่สั่งปิดกั้น ChatGPT อย่างถาวรคือกลุ่มประเทศที่มีนโยบายควบคุมอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด โดยมีรายชื่อประเทศที่น่าสนใจดังนี้
รายงานข่าวระบุว่าสาเหตุหลักที่ประเทศเหล่านี้สั่งแบนคือความกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง การควบคุมทิศทางของข้อมูล และความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทผู้พัฒนา AI
นอกจากการแบนอย่างเด็ดขาดแล้ว ยังมีบางประเทศที่ใช้มาตรการ “จำกัดการเข้าถึง” เช่น อียิปต์ เอธิโอเปีย เมียนมา เวเนซุเอลา โซมาเลีย และเบลารุส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตถูกจำกัดอยู่ก่อนแล้ว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกกังวลไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยด้านความปลอดภัยของข้อมูล ดังนี้
สำนักข่าว BBC เคยรายงานตัวอย่างความเสียหายจากข้อมูลที่ผิดพลาดของ AI ในช่วงต้นปี 2566 เมื่อ Bard ของ Google ให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (JWST) ในระหว่างการสาธิต ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของ Alphabet ลดลงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในพริบตา ความเสี่ยงเหล่านี้เองที่ทำให้หลายรัฐบาลยังคงระมัดระวังและเลือกที่จะปิดกั้นการเข้าถึงจนกว่าจะมีมาตรการควบคุมที่ชัดเจน