หากเอ่ยชื่อ “น็อต วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์” หลายคนคงรู้จักเขาในฐานะสามีของซุปตาร์สาว ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต และคุณพ่อของลูกทั้ง 3 คน สายฟ้า พายุ และแอบิเกล แต่ในโลกธุรกิจ น็อตถือเป็นนักธุรกิจที่มีเส้นทางน่าสนใจไม่น้อย จากการเติบโตในครอบครัวเจ้าของกิจการอุปกรณ์ไฟฟ้า ก่อนแยกตัวมาสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง
น็อต วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ เกิดวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2520 เป็นบุตรคนที่ 3 ของ วินัย รังษีสิงห์พิพัฒน์ และ อุไรวรรณ รังษีสิงห์พิพัฒน์ มีพี่น้องอีก 3 คน ได้แก่ นภาวิไล รังษีสิงห์พิพัฒน์, ดร.รัฐวิไล รังษีสิงห์พิพัฒน์, วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ และ วิเศษ รังษีสิงห์พิพัฒน์
ครอบครัวรังษีสิงห์พิพัฒน์ทำธุรกิจด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าและแสงสว่างมายาวนาน โดยเป็นที่รู้จักจากธุรกิจในกลุ่มเรเซอร์การไฟฟ้า
น็อต วิศรุต เรียนระดับมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลียตั้งแต่อายุประมาณ 13 ปี และเรียนที่ Camberwell Grammar School รัฐวิกตอเรีย
ระดับปริญญาตรี เขาศึกษาด้าน วิศวกรรมไฟฟ้า ที่ RMIT University เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ก่อนกลับประเทศไทยและศึกษาต่อด้านบริหารธุรกิจที่ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
น็อต วิศรุต คบหากับ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต มานานกว่า 6 ปี ก่อนขอแต่งงานเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2557 โดยมีการสวมแหวนเพชรขนาด 8 กะรัต ท่ามกลางครอบครัวและเพื่อนสนิท
วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558 ทั้งคู่จัดพิธีตามธรรมเนียมจีนแบบส่วนตัวภายในครอบครัว ก่อนจัดพิธีหมั้นแบบไทยเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ที่โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ และจัดงานฉลองมงคลสมรสเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ปีเดียวกัน
ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 3 คน โดยเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560 ชมพู่ให้กำเนิดลูกชายฝาแฝด ได้แก่ ด.ช.สายฟ้า รังษีสิงห์พิพัฒน์ และ ด.ช.พายุ รังษีสิงห์พิพัฒน์
ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565 ชมพู่ให้กำเนิดลูกคนที่ 3 เป็นลูกสาวชื่อ ด.ญ.แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ หรือ น้องเกล
หลังเรียนจบ น็อต วิศรุต เข้ามาทำงานในธุรกิจของครอบครัว โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับ บริษัท เรเซอร์การไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านอุปกรณ์ไฟฟ้า แสงสว่าง และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ธุรกิจของครอบครัวเริ่มจากการผลิตบัลลาสต์สำหรับหลอดไฟ ก่อนขยายไปยังหลอดไฟ รางไฟ อุปกรณ์แสงสว่าง และการผลิตสินค้าแบบ OEM รวมถึงพัฒนาแบรนด์ของตัวเองออกสู่ตลาด
ช่วงที่ทำงานกับครอบครัว น็อตมีโอกาสเรียนรู้ทั้งการบริหารโรงงาน การผลิต การจัดซื้อวัตถุดิบ การพัฒนาเครื่องจักร และการสร้างแบรนด์ โดยเขาเคยเล่าว่าตั้งแต่เด็กมักตามคุณพ่อเข้าโรงงาน ไปดูที่ดิน ติดต่อผู้รับเหมา และเลือกซื้ออะไหล่สำหรับเครื่องจักร
ในปี พ.ศ. 2556 หลัง วินัย รังษีสิงห์พิพัฒน์ ผู้เป็นพ่อเสียชีวิต น็อตตัดสินใจแยกออกจากระบบธุรกิจกงสีของครอบครัว โดยนำส่วนแบ่งของตัวเองออกมาเริ่มต้นกิจการใหม่
เขาเคยอธิบายว่า ต้องการบริหารธุรกิจในรูปแบบที่สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น และต้องการสร้างกิจการที่เป็นของตัวเอง เพื่อวางเป็นทรัพย์สินและธุรกิจสำหรับส่งต่อให้ลูกในอนาคต ส่วนธุรกิจเดิมของครอบครัวยังคงมีพี่น้องช่วยกันดูแล
ธุรกิจหลักที่น็อต วิศรุต สร้างขึ้นหลังจากแยกออกมาคือ บริษัท สายไฟฟ้าวีนายน์ จำกัด หรือ V9 Cable ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายสายไฟฟ้าหลายประเภท
โรงงานของ V9 ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บนพื้นที่ประมาณ 130 ไร่ โดยมีข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ว่า การลงทุนในช่วงเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท และหลังจากเปิดดำเนินงานก็มีการลงทุนขยายกำลังการผลิตและพัฒนาเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง
โดยมองว่าธุรกิจสายไฟฟ้ายังมีโอกาสเติบโต เพราะเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อทั้งที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม อาคารขนาดใหญ่ ระบบส่งไฟฟ้า และโครงการก่อสร้างต่าง ๆ
แนวทางของ V9 ไม่ได้มุ่งเฉพาะตลาดสายไฟสำหรับบ้าน แต่ยังขยายไปยังโครงการขนาดใหญ่และงานโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งต้องใช้สายไฟฟ้าจำนวนมากและต้องผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพ
อีกตลาดที่ให้ความสนใจคือการเติบโตของ Data Center ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก รวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ยังมีความต้องการสายไฟฟ้าต่อเนื่องในระยะยาว
นอกจากการผลิตสายไฟแล้ว กลุ่มธุรกิจของน็อต วิศรุตยังมี บริษัท วีนายน์ คอปเปอร์ จำกัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเข้า หลอม รีด และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทองแดง รวมถึงลวดทองแดงที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสายไฟ
อีกบริษัทคือ บริษัท วีนายน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งทำหน้าที่ด้านการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สายไฟและสินค้าที่เกี่ยวข้อง ทำให้กลุ่มธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ ไปจนถึงการผลิตและการขายผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โดยต้องการพัฒนา V9 ให้เป็นโรงงานผลิตสายไฟฟ้าที่มีมาตรฐานสูงและสามารถแข่งขันในระดับอาเซียนได้ โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี กำลังการผลิต คุณภาพสินค้า และต้นทุน
นอกจากธุรกิจอุตสาหกรรมแล้ว น็อต วิศรุต ยังทำธุรกิจด้านสุขภาพและการออกกำลังกายภายใต้ชื่อ Cubic ซึ่งเริ่มต้นจากความชอบออกกำลังกายของตัวเองและชมพู่ อารยา
Cubic ถูกวางแนวคิดให้มากกว่าโรงยิมทั่วไป โดยน็อตมองว่าเป็นพื้นที่แบบ Social Club หรือสถานที่สำหรับคนที่สนใจสุขภาพ การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตร่วมกันในสภาพแวดล้อมเดียวกัน
ภายในให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ออกกำลังกาย เทรนเนอร์ การออกแบบพื้นที่ และประสบการณ์ของสมาชิก โดยมีทั้งการออกกำลังกายแบบส่วนตัวและการฝึกที่เน้นประสิทธิภาพของร่างกาย
แนวทางต่อไปของ Cubic คือการขยายจากธุรกิจฟิตเนสไปสู่ Wellness และ Longevity หรือการดูแลสุขภาพเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมทั้งการออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพ และบริการฟื้นฟูร่างกายบางประเภท โดยมีเป้าหมายพัฒนา Cubic ให้เป็น Wellness Social Club มากกว่าเป็นสถานที่ออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว
ปัจจุบัน Cubic มีการขยายหลายสาขา และมีแผนเพิ่มสาขาทั้งในประเทศไทย รวมถึงมองโอกาสขยายไปยังต่างประเทศในอนาคต
อีกหนึ่งธุรกิจของน็อตคือร้านกาแฟ Two Thunder โดยชื่อแบรนด์มาจากลูกชายฝาแฝด “สายฟ้า” และ “พายุ”
ในช่วงแรก Two Thunder เริ่มจากการเป็นพื้นที่กาแฟภายในธุรกิจฟิตเนส ก่อนได้รับการตอบรับดีและขยายออกมาเป็นร้านกาแฟในทำเลอื่น
นอกจากนี้ยังลงทุนสร้าง โรงคั่วกาแฟ ของตัวเอง เพื่อควบคุมคุณภาพเมล็ดกาแฟและกระบวนการผลิต ก่อนนำกาแฟไปใช้ในร้านของตัวเองและพัฒนาแบรนด์ต่อไป