นักการเมืองให้เงินหรือสิ่งของเกิน 3,000 บาทผิดกฎหมายหรือไม่? ทำความเข้าใจมาตรา 128 ของ ป.ป.ช. พร้อมแยกให้ชัดระหว่างกฎหมายเรื่องการรับทรัพย์สินกับข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง
“ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถบริจาคเงินหรือให้สิ่งของเกิน 3,000 บาทได้หรือไม่?” เป็นคำถามที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อพบภาพนักการเมืองมอบเงินหรือสิ่งของให้ประชาชน หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรต่าง ๆ จนเกิดข้อสงสัยว่า การให้ที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาทจะถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่
ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัด เพราะ ตัวเลข 3,000 บาทตามมาตรา 128 ของกฎหมาย ป.ป.ช. ไม่ได้หมายถึงวงเงินสูงสุดที่นักการเมืองสามารถบริจาคหรือมอบสิ่งของให้ผู้อื่นได้ แต่เป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการ “รับ” ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าพนักงานของรัฐจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติ โดยการรับในแต่ละบุคคลและแต่ละโอกาสต้องไม่เกิน 3,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 128 กำหนดหลักว่า เจ้าพนักงานของรัฐไม่สามารถรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่อาจคำนวณเป็นเงินได้จากบุคคลอื่น นอกเหนือจากสิ่งที่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย เว้นแต่เป็นการรับโดยธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์ที่ ป.ป.ช. กำหนด
สำหรับการรับโดยธรรมจรรยา หลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช. กำหนดว่า หากรับจากบุคคลที่ไม่ใช่ญาติ มูลค่าที่รับจากแต่ละบุคคลและแต่ละโอกาสต้องไม่เกิน 3,000 บาท ขณะที่การให้ในลักษณะที่เป็นการให้แก่บุคคลทั่วไปก็มีข้อยกเว้นตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวด้วย
คำตอบคือ อาจทำได้ โดยไม่ได้มีข้อห้ามจากมาตรา 128 เพียงเพราะจำนวนเงินหรือมูลค่าสิ่งของเกิน 3,000 บาท เพราะมาตรา 128 เป็นบทบัญญัติที่ควบคุมเรื่องการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ของเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่ใช่การกำหนดเพดานการบริจาคของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สำนักงาน ป.ป.ช. เคยตอบคำถามในประเด็นนี้โดยตรงว่า การบริจาคหรือให้สิ่งของที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาทแก่องค์กร หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลทั่วไปอาจกระทำได้ หากการให้หรือการบริจาคนั้นไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่ควรนำตัวเลข 3,000 บาทมาตีความว่าเป็นข้อห้ามในการ “ให้” ทุกกรณี
แม้มาตรา 128 จะไม่ได้กำหนดเพดาน 3,000 บาทสำหรับการให้ แต่การมอบเงินหรือสิ่งของโดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังต้องพิจารณา กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับลักษณะและวัตถุประสงค์ของการให้ โดยเฉพาะหากการให้เกิดขึ้นในบริบทของการเลือกตั้ง
กฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกำหนดห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดจัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่บุคคล เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด
ในส่วนของการเลือกตั้งท้องถิ่น กฎหมายก็มีข้อห้ามในลักษณะใกล้เคียงกัน โดย กกต. ระบุว่าผู้สมัครหรือผู้เกี่ยวข้องต้องไม่ให้หรือเสนอให้เงิน ของขวัญ หรือสิ่งของแก่บุคคลเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกตนเองหรือผู้สมัครอื่น
ตัวอย่างเช่น การบริจาคเงินให้โรงพยาบาล การมอบสิ่งของให้หน่วยงานของรัฐ หรือการช่วยเหลือประชาชนในบางกรณี อาจมีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่แตกต่างจากการนำเงินหรือสิ่งของไปแจกเพื่อหวังผลทางการเมือง ดังนั้น การพิจารณาว่าการให้ถูกกฎหมายหรือไม่ จึงไม่สามารถดูจากจำนวนเงินเพียงอย่างเดียว
ในทางกลับกัน หากการมอบเงินหรือสิ่งของมีลักษณะเชื่อมโยงกับการหาเสียง หรือมีเจตนาเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนน การให้ดังกล่าวอาจเข้าข่ายข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้งได้ แม้จำนวนเงินจะไม่ถึง 3,000 บาทก็ตาม เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่วัตถุประสงค์และพฤติการณ์ของการให้ ไม่ใช่เพียงตัวเลข 3,000 บาท
สรุปง่าย ๆ คือ 3,000 บาทตามหลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช. เป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าพนักงานของรัฐโดยธรรมจรรยา ไม่ใช่กฎหมายที่กำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะบริจาคหรือมอบสิ่งของให้ผู้อื่นได้สูงสุดเพียง 3,000 บาท
นักการเมืองสามารถบริจาคเงินหรือให้สิ่งของที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาทได้หรือไม่? คำตอบคือ “อาจทำได้” เพราะมาตรา 128 ของกฎหมาย ป.ป.ช. ไม่ได้กำหนดเพดานการ “ให้” ไว้ที่ 3,000 บาท แต่เป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการ “รับ” ทรัพย์สินหรือประโยชน์ของเจ้าพนักงานของรัฐ
อย่างไรก็ตาม การให้เงินหรือสิ่งของของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องพิจารณากฎหมายอื่นประกอบ โดยเฉพาะกฎหมายเลือกตั้ง หากการให้มีวัตถุประสงค์หรือพฤติการณ์ที่เป็นการจูงใจให้ประชาชนลงคะแนนเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ก็อาจเป็นการกระทำที่กฎหมายห้ามได้
ดังนั้น หากเห็นนักการเมืองมอบเงินหรือสิ่งของที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท อย่าเพิ่งสรุปว่าผิดกฎหมายจากจำนวนเงินเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาว่าให้แก่ใคร ให้ในโอกาสใด ให้ด้วยวัตถุประสงค์อะไร และมีกฎหมายเฉพาะอื่นเข้ามาควบคุมหรือไม่
หมายเหตุ: บทความนี้อธิบายหลักกฎหมายในภาพรวม ไม่ใช่การวินิจฉัยว่าการให้เงินหรือสิ่งของในกรณีใดกรณีหนึ่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากเป็นกรณีเฉพาะควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม