หลายคนอาจเคยได้ยินคำเตือนว่า “ดื่มน้ำน้อย ระวังเลือดหนืด เสี่ยงเส้นเลือดในสมองตีบ” จนเกิดความกังวลว่าการดื่มน้ำน้อยในแต่ละวันจะเป็นสาเหตุของภาวะเลือดข้นและโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก สสส. ระบุว่า ความเชื่อดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อน เพราะการดื่มน้ำน้อยเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงจนทำให้เลือดข้น
ภาวะเลือดข้น (Polycythemia) หรือ ภาวะเลือดหนืด คือ ภาวะที่เลือดมีความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงสูงผิดปกติ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ยากขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันตามอวัยวะต่าง ๆ
สาเหตุสำคัญของภาวะเลือดข้นมักเกิดจากการที่ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ ไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำน้อยในชีวิตประจำวันเพียงอย่างเดียว
แม้ว่าในกรณีที่ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง เช่น ภาวะขาดน้ำมาก อาจทำให้เลือดมีความเข้มข้นขึ้นชั่วคราวได้ แต่การดื่มน้ำน้อยตามปกติไม่ได้ทำให้เกิดภาวะเลือดข้น
ร่างกายของคนทั่วไปมีระบบควบคุมสมดุลน้ำที่สามารถปรับตัวได้ดี การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมจึงเพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย โดยทั่วไปแนะนำให้ดื่มน้ำประมาณ 1-2 ลิตรต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรม สภาพอากาศ อายุ และสุขภาพของแต่ละคน
การดื่มน้ำน้อยไม่ได้ทำให้เลือดหนืด แต่อาจทำให้เกิด ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) เกิดขึ้นเมื่อร่างกายใช้น้ำหรือสูญเสียน้ำออกไปมากกว่าปริมาณที่ได้รับเข้ามา หากของเหลวที่สูญเสียไปไม่ได้รับการทดแทน ก็จะนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ และทำให้ร่างกายมีน้ำรวมถึงของเหลวอื่น ๆ ไม่เพียงพอต่อการทำหน้าที่ตามปกติ ซึ่งส่งผลต่อสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกายได้
ภาวะขาดน้ำอาจเกิดจากการเจ็บป่วย เช่น ท้องร่วงรุนแรงหรืออาเจียน, ภาวะสุขภาพบางประการและยาบางชนิดที่เพิ่มความเสี่ยง, หรือเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอในสภาพอากาศร้อนจัดหรือขณะออกกำลังกายอย่างหนัก
ภาวะขาดน้ำส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจอย่างไร? Heart Research Institute (HRI) หรือ สถาบันวิจัยหัวใจในประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนในร่างกายจะลดลง หัวใจจึงต้องพยายามชดเชยด้วยการเต้นให้เร็วขึ้น ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้หัวใจเกิดความเครียดและต้องทำงานหนักกว่าปกติ
การดื่มน้ำน้อยไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) แต่พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน เช่น ดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงแทนน้ำเปล่า อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของสโตรก
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่
โรคความดันโลหิตสูง
โรคไขมันในเลือดสูง
โรคเบาหวาน
โรคหัวใจ
การสูบบุหรี่
การไม่ออกกำลังกาย
การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
ประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
เมื่อร่างกายขาดน้ำ อาจมีสัญญาณเตือน เช่น กระหายน้ำ ปากแห้ง ปัสสาวะสีเข้ม มีกลิ่นฉุน อ่อนเพลีย มึนศีรษะ ง่วงซึม หรือรู้สึกไม่สดชื่น ควรดื่มน้ำเพื่อเติมสมดุลให้ร่างกาย
อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำควรทำอย่างเหมาะสม ไม่ควรดื่มรวดเดียวในปริมาณมากเกินไป เพราะร่างกายอาจไม่สามารถขับน้ำส่วนเกินออกได้ทัน
ปริมาณน้ำที่เหมาะสมแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนักตัว กิจกรรมที่ทำ สภาพอากาศ และโรคประจำตัว
โดยทั่วไป ผู้ใหญ่ควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มมากเกินไปจนเกินความจำเป็น เพราะการดื่มน้ำมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อสมดุลเกลือแร่ในร่างกายได้
วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ สีของปัสสาวะ หากเป็นสีเหลืองอ่อนมักบ่งบอกว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ แต่หากเป็นสีเหลืองเข้มหรือเข้มมาก อาจเป็นสัญญาณว่าควรเพิ่มปริมาณน้ำ
ใน 1 วันเราควรดื่มน้ำ 8-10 แก้ว หากดื่มน้ำมากเกินไปเสี่ยงเกิดภาวะน้ำเป็นพิษ หรือหากดื่มน้อยเกินไป ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้เช่นกันระยะเวลาที่ควรดื่มน้ำ
หากเสียเหงื่อมาก ออกกำลังกายหนัก หรือมีอาการท้องเสีย ควรได้รับทั้งน้ำและเกลือแร่เพื่อทดแทนสิ่งที่สูญเสียไป
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคหัวใจ หรือภาวะที่ต้องจำกัดน้ำ ควรดื่มน้ำตามคำแนะนำของแพทย์
หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำปริมาณมากในครั้งเดียว ควรแบ่งดื่มตลอดทั้งวัน
น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย โดยร่างกายมนุษย์มีน้ำประมาณ 50-60% ของน้ำหนักตัว การดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสมช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบต่าง ๆ เช่น
ช่วยให้ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน
ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย
ช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานได้ดี
ช่วยสนับสนุนระบบย่อยอาหาร
ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ
ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีน้ำไม่เพียงพอ เช่น
กระหายน้ำบ่อย
ปัสสาวะสีเข้มกว่าปกติ
ปากแห้ง คอแห้ง
อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ
เวียนศีรษะ หน้ามืด
หัวใจเต้นเร็ว
ผิวแห้ง
หลายคนอาจสงสัยว่า หากไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า สามารถเลือกดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่นแทนได้หรือไม่ เช่น ชา กาแฟ น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มเกลือแร่
คำตอบคือ เครื่องดื่มบางชนิดสามารถช่วยเพิ่มน้ำให้ร่างกายได้ในแต่ละวันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทดแทนน้ำเปล่าได้ทั้งหมด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เน้นการดื่มน้ำเปล่าเป็นหลัก เพราะเครื่องดื่มแต่ละประเภทมีส่วนประกอบที่ส่งผลต่อสุขภาพแตกต่างกัน
1. ชาและกาแฟ ดื่มได้ แต่ต้องระวังน้ำตาลและคาเฟอีน
ชาและกาแฟที่ไม่เติมน้ำตาลสามารถนับเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับ เนื่องจากมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก และงานวิจัยพบว่า คาเฟอีนในปริมาณปกติไม่ได้ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างมีนัยสำคัญในคนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ควรระวังเครื่องดื่มประเภทกาแฟเย็น ชานม หรือชาปรุงรสที่มีน้ำตาลและพลังงานสูง เพราะการดื่มเป็นประจำอาจเพิ่มความเสี่ยงน้ำหนักเกิน ไขมันสะสม เบาหวาน และโรคหัวใจได้
2. น้ำผลไม้ ไม่ควรใช้แทนน้ำเปล่าเป็นหลัก
แม้น้ำผลไม้จะมีวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด แต่โดยเฉพาะน้ำผลไม้คั้นหรือแปรรูปมักมีน้ำตาลตามธรรมชาติในปริมาณสูง และขาดใยอาหารเมื่อเทียบกับการรับประทานผลไม้ทั้งลูก
การดื่มน้ำผลไม้จำนวนมากอาจทำให้ได้รับน้ำตาลเกินความจำเป็น จึงควรดื่มในปริมาณเหมาะสม และไม่ควรใช้แทนน้ำเปล่าในชีวิตประจำวัน
3. น้ำอัดลมและเครื่องดื่มหวาน ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
แม้เครื่องดื่มเหล่านี้จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบและช่วยลดความกระหายได้ชั่วคราว แต่ปริมาณน้ำตาลที่สูงอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
การดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นประจำสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันพอกตับ และโรคหัวใจ
4. เครื่องดื่มเกลือแร่ จำเป็นเฉพาะบางสถานการณ์
เครื่องดื่มเกลือแร่เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียน้ำและเกลือแร่มาก เช่น นักกีฬาที่ออกกำลังกายหนักเป็นเวลานาน ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งในอากาศร้อน หรือผู้ที่มีเหงื่อออกมาก
แต่สำหรับคนทั่วไปที่ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ น้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอต่อการทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป ไม่จำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่เป็นประจำ เพราะอาจได้รับน้ำตาลและโซเดียมเกินความจำเป็น
5. น้ำแร่ น้ำโซดา และน้ำผสมวิตามิน ดื่มแทนน้ำได้หรือไม่?
น้ำแร่ สามารถดื่มแทนน้ำเปล่าได้ เนื่องจากมีแร่ธาตุบางชนิดตามธรรมชาติ แต่ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ว่าดีกว่าน้ำเปล่าสำหรับคนทั่วไป
น้ำโซดาแบบไม่มีน้ำตาล สามารถช่วยเพิ่มน้ำให้ร่างกายได้เช่นกัน แต่บางคนอาจมีอาการท้องอืดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ส่วน น้ำผสมวิตามิน ควรอ่านฉลากให้ดี เพราะบางชนิดมีน้ำตาลสูง แม้จะใช้คำว่า “เพื่อสุขภาพ” ก็ตาม
สำหรับคนทั่วไป น้ำเปล่ายังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะไม่มีแคลอรี ไม่มีน้ำตาล และช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายได้โดยตรง
หากรู้สึกว่าดื่มน้ำเปล่ายาก อาจเพิ่มความน่าสนใจด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น เติมมะนาว ฝานผลไม้สดบางชนิด หรือดื่มน้ำเย็นตามความชอบ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องดื่มรสหวาน