ผู้ป่วยหลายคนมักเกิดความสงสัยว่า เหตุใดตนเองที่ไม่รับประทานของหวานเลย แต่เมื่อตรวจกลับพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนเป็นโรคเบาหวาน นพ.หลิน เซวียนเริ่น แพทย์เฉพาะทางด้านโรคไตในไต้หวัน ได้แบ่งปันอุทาหรณ์จากเคสผู้ป่วยชายวัย 62 ปี ที่งดเค้ก ขนมหวาน และน้ำอัดลมมานานกว่า 20 ปี แต่พบว่าพฤติกรรมการรับประทานอาหารในชีวิตประจำวันกลับเป็นสาเหตุที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงโดยไม่รู้ตัว
ภรรยาของผู้ป่วยได้เปิดเผยในห้องตรวจว่า ผู้ป่วยรับประทานข้าวสวยมื้อละ 2 ถ้วยพร้อมผักดองเป็นประจำ แพทย์จึงได้อธิบายว่า แม้ข้าวสวยจะไม่มีรสหวาน แต่ข้าวคือแป้งซึ่งจัดเป็นคาร์โบไฮเดรต (คาร์บ) แม้ลิ้นจะไม่รู้สึกถึงความหวาน แต่ตับอ่อนรับรู้และต้องทำงานหนักเพื่อย่อยสลายแป้งเหล่านี้ให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด
หมอหลินอธิบายว่า ร่างกายไม่ได้รับรู้แค่รสหวานจากลิ้น แต่รับรู้จากปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ถูกย่อยในระบบย่อยอาหาร รสหวานเป็นเพียงสัญญาณจากลิ้น แต่ระดับน้ำตาลในเลือดถูกกำหนดโดยปริมาณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดที่ถูกย่อยกลายเป็นน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ปริมาณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดในมื้อนั้นและความเร็วในการย่อยสลาย
iStockphoto
ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือดมักมองข้ามอาหาร 5 กลุ่มนี้ ซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดไม่ต่างจากการทานของหวาน:
แพทย์เตือนว่าไม่ควรตัดคาร์โบไฮเดรตออกทั้งหมดแล้วแทนที่ด้วยเนื้อสัตว์หรือโปรตีนปริมาณมาก เพราะอาจเพิ่มภาระหนักให้แก่ไต โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะหรือการทำงานของไตลดลง การปรับลำดับการรับประทานอาหารเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่า โดยเริ่มจากการรับประทานผักและเนื้อสัตว์ก่อน แล้วจึงรับประทานข้าวเป็นลำดับสุดท้าย
สำหรับเคสผู้ป่วยรายนี้ หลังจากการปรับลำดับการทานอาหาร ปริมาณการทานข้าวลดลงจาก 2 ถ้วยเหลือไม่ถึง 1 ถ้วยโดยธรรมชาติ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ลดลงจาก 7.6 เหลือ 6.9 ภายในระยะเวลา 3 เดือนโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนยา