หลายคนเชื่อว่าการกินผลไม้ตอนเย็นอาจทำให้อ้วน น้ำตาลพุ่ง หรือส่งผลเสียต่อกระเพาะอาหาร จนเลือกเลี่ยงผลไม้หลังพระอาทิตย์ตกไปโดยปริยาย แต่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกลับมองต่างออกไป เพราะหากเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสม การกินผลไม้ในช่วงเย็นอาจช่วยดูแลสุขภาพได้มากกว่าที่คิด
เรื่องนี้ได้รับความสนใจหลังกรณีของ “นางหวัง” หญิงชาวจีนวัย 58 ปี ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและคอเลสเตอรอลสูงมานาน แม้แพทย์จะเคยแนะนำให้เพิ่มการกินผักและผลไม้ แต่เธอกลับหลีกเลี่ยงการกินผลไม้ช่วงเย็นอย่างเด็ดขาด เพราะกังวลว่าจะเพิ่มภาระให้ร่างกายและทำให้อาการทรุดลง
อย่างไรก็ตาม ในการตรวจติดตามอาการครั้งต่อมา แพทย์สังเกตเห็นพฤติกรรมดังกล่าว และอธิบายว่า ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงหรือไขมันในเลือดสูง ไม่ได้จำเป็นต้องงดผลไม้ตอนเย็นเสมอไป หากเลือกผลไม้ที่เหมาะสม ก็อาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้
หลังจากนางหวังเริ่มปรับพฤติกรรม และกินผลไม้ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่องประมาณ 3 เดือน ผลตรวจสุขภาพพบว่าระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลของเธอลดลงอย่างชัดเจน
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระบุว่า ผลไม้เป็นแหล่งของวิตามิน ใยอาหาร และแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง
ข้อมูลจากสาขาเวชศาสตร์ป้องกันของสมาคมการแพทย์แผนจีน ยังระบุว่า การกินผลไม้ในปริมาณเหมาะสมทุกวัน อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้สูงถึง 60% โดยเฉพาะหากเลือกผลไม้ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ หรือค่า GI ต่ำในช่วงเย็น จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย
แอปเปิลมีค่า GI ต่ำเพียง 36 อุดมไปด้วยใยอาหารและเพคติน ซึ่งช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและชะลอการดูดซึมน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง แนะนำให้กินวันละ 1 ผลขนาดกลาง
บลูเบอร์รีมีสารแอนโทไซยานินสูง ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยดูแลหลอดเลือดและลดความเสียหายของเซลล์ ค่า GI อยู่ที่ประมาณ 40 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมไขมันในเลือดและความดันโลหิต โดยกินเพียง 20-30 กรัมต่อวันก็เพียงพอ
กีวีมีวิตามินซี ไฟเบอร์ และโพแทสเซียมสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและช่วยควบคุมความดันโลหิต อีกทั้งยังช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและลดอาการท้องผูกช่วงกลางคืน
ส้มโอหรือเกรปฟรุต มีค่า GI ต่ำเพียง 25 ให้พลังงานไม่สูง และมีฟลาโวนอยด์ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยให้อิ่มท้องโดยไม่เพิ่มภาระต่อระบบย่อยอาหาร
สตรอว์เบอร์รีมีพลังงานต่ำ ให้เพียงประมาณ 32 แคลอรีต่อ 100 กรัม อีกทั้งยังมีใยอาหารสูง ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน
เชอร์รีเป็นผลไม้ที่มีค่า GI ต่ำมากเพียง 22 อุดมไปด้วยแอนโทไซยานินและธาตุเหล็ก ช่วยดูแลหลอดเลือดและบำรุงร่างกาย อีกทั้งยังย่อยง่าย เหมาะเป็นของว่างยามค่ำคืน
แม้ผลไม้จะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า “ช่วงเวลา” และ “ปริมาณ” ก็สำคัญไม่แพ้กัน การเลือกผลไม้ให้เหมาะกับร่างกายและโรคประจำตัว จะช่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุดโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว